วิกฤต: ปัญหา Digital Divide ประชาชนไม่สามารถได้รับและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง
Digital Divide คือช่องว่าง ระหว่างผู้ที่สามารถ และไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ในยุคโลภาภิวัฒน์ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตได้วิวัฒนาการมาเป็นสื่อช่องทางหลักที่หลอมรวมข้อมูลข่าวสารหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน และเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนนำพาข้อมูลข่าวสารสู่ทุกพื้นที่อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ดังนั้นหากอินเตอร์เน็ตยังไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ในประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่สามารถรับและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกิดประโยชน์ได้ Digital Divide เป็นปัญหาของความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่เกิดขึ้นได้ในประเทศที่กำลังพัฒนา และไม่ได้มีแผน ICT อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ความเจริญก้าวหน้าทาง ICT ไม่สมดุลย์กับความพร้อมในด้านอื่นของประเทศ
หากพิจารณาจากสถิติในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง Internet World Stats ได้เปรียบเทียบการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชากรภายในประเทศแล้ว จะเห็นว่าประเทศไทยยังมีอัตราสัดส่วนของประชากรที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตต่ำมากโดยสูงกว่าเพียง อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และพม่า แต่ถึงกระนั้น อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบทางประชากรและปัจจัยอื่น ๆ ที่ดึงดูดการลงทุนอย่างมหาศาล และจะแซงประเทศไทยในไม่ช้านี้ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่ต่ำมากของประเทศไทยทำให้การพัฒนาองค์ความรู้ และการส่งเสริมด้านการศึกษา การรับรู้ข้อมูลข่าวสารต้องมีอุปสรรคไปด้วย

ปัญหา Digital Divide ในประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง หากภาครัฐยังไม่มีนโยบายที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชากรภายในประเทศเข้าใจและเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ตลอดจนวางกลยุทธ์ เพื่อจะมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างทั่วถึงโดยเร็วแล้ว ย่อมถูกเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างยิ่งยวดแซงหน้าอย่างแน่นอน ในกลุ่มประเทศ ASEAN หลือเพียงแต่ประเทศไทยและ พม่า ที่ยังไม่มีการให้บริการ 3G อย่างทั่วประเทศ
การวางโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไทยยังขาดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ที่จะทำให้อินเตอร์เน็ต มีการเข้าถึงทั่วประเทศ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช) ที่ขณะนี้ปฏิบัติหน้าที่ในฐาน กสทช. ได้ทำการศึกษาวิจัย และสรุปว่า หากจะลงทุนโครงข่ายด้วยเทคโนโลยีใช้สาย เพื่อให้ประชากรมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตถึง 80% ของสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ ต้องใช้เงินทุนมหาศาลถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณของกระทรวง ICT ถึง 100 เท่า ทำให้การลงทุนโครงข่ายดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ รวมถึงนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ที่ภาครัฐสนับสนุน และพยายามวางแนวทางให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด ในขณะนี้ด้วยปัจจัยหลายประการก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหากจะอาศัยด้วยเทคโนโลยีใช้สายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลัก และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ยังเป็นอุปกรณ์ราคาแพงเข้าถึงได้ยากสำหรับประชาชนทั่วไป และเป็นอุปสรรคอีกประการที่สำคัญของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต
แนวโน้ม: พัฒนาการของเทคโนโลยี
จริงอยู่ที่คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์พื้นฐาน สำหรับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนา มีการหลอมรวมสื่อ หรือ Media Convergence เข้าด้วยกัน ซึ่งมีทั้ง ตัวหนังสือ เสียง ภาพ วีดีโอ และความเป็นอินเตอร์แอคทีฟ โดยการหลอมรวมสื่อนั้น ได้พัฒนาจากความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีไอพี ประกอบกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก และความเป็นดิจิตอลที่ล้ำสมัยมากขึ้น ทั้งหมดนี้ สร้างเสริมการหลอมรวมสื่อ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งกำลังพัฒนามาเป็นสื่อช่องทางหลักในโลกสากล
การหลอมรวมสื่อเป็นการนำเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน สมัยก่อนอุปกรณ์ที่ตอบสนองความสะดวกสบายของชีวิตเราทั้งสามส่วนนี้ต่างทำงานเพียงเพื่อตอบสนองหน้าที่ของตัวเอง เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ ในอดีตที่จะเป็นแค่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถนำมาใช้งานร่วมกันก่อเกิดการหลอมรวมการบริการเข้าด้วยกันได้ ตัวอย่างเช่น การหลอมรวมของเทคโนโลยีด้านการแพร่ภาพและกระจายเสียงกับเทคโนโลยีโทรศัพท์ จะทำให้ผู้บริโภคสามารถฟังเพลงหรือวิทยุรับชมโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้
ประกอบกับปัจจุบันทั่วโลกได้พัฒนาโทรศัพท์มือถือทั้งในด้านศักยภาพ และราคาที่ลดต่ำลงมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบัน Smartphones มีความสามารถในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่เกือบไม่เพ้คอมพิวเตอร์ และมีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า จากการสำรวจโดย Frost and Sullivan ค้นพบว่า ภายในปี 2558 สัดส่วนของโทรศัพท์มือถือในเอเซียร้อยละ 54 จะเป็น Smartphones ทั้งหมด ทั้งนี้หมายความว่า เกินครึ่งหนึ่ง ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทย จะมี Smartphones ซึ่งมีศักยภาพ ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์มือภายในประเทศจากสัดส่วนดังกล่าวแล้ว เป็นไปได้ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย จะเป็นผู้ใช้ Smartphones ในเร็วๆ นี้
ทางออก: 3G เพื่อแก้ไข Digital Divide และลดความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม
ปัจจุบัน เทคโนโลยีไร้สายที่เรียกว่า 3G หรือ HSPA (High Speed Packet Access) ที่สามารถให้ความเร็วถึง 14,400 kbit/s ซึ่งในบางครั้งมีความเร็วกว่าเทคโนโลยีที่ใช้สายที่มีให้บริการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งต้องลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อการวางโครงข่ายดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว นอกจากนี้ สำหรับการวางนโยบายการดำเนินการในส่วนของเทคโนโลยีไร้สาย เพื่อแก้ไขปัญหาของเทคโนโลยีแบบเดิมที่มีสายนั้น กทช. เองได้เคยทำการวิจัยและมีผลสรุปการคำนวนว่า หากใช้เทคโนโลยีไร้สาย เพื่อให้ประชากรภายในประเทศสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตให้ได้ถึง 80% ของประชากรทั้งหมดจะใช้เงินในการลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเทคโนโลยีใช้สายกว่า 20 เท่า และด้วยข้อได้เปรียบหลายประการของเทคโนโลยีไร้สายจึงทำให้เทคโนโลยีไร้สายมีโอกาส และเป็นตัวช่วยที่จะสามารถแก้ไขปัญหา Digital Divide ได้อย่างแน่นอน
การแก้ไข Digital Divide คือการลดช่องว่าง ระหว่างผู้ที่สามารถ และไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต โดยมีวัตถุประสงค์หลักให้ประชากรทั้งประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึง โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง คือประชาชนคนไทยของประเทศส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจน และอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ดังนั้นหากแก้ไขปัญหาของ Digital Divide ได้ ประชาชนส่วนนี้ จะได้ประโยชน์ จากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และทันต่อเหตุการณ์ โดยจะได้ผลบวกต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งการศึกษา สาธารณสุข การประกอบอาชีพ ฯลฯ และท้ายที่สุด จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี 3G ที่มีสามารถรองรับการหลอมรวมสื่อในทุกด้านเพื่อนำรายละเอียดข้อมูลข่าวสาร การติดต่อถึงกันอย่างรวดเร็ว ย่อมสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศไทย เข้าถึงอินเตอร์เน็ต ได้อย่างทั่วถึง และเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ดีกว่า เทคโนโลยีใช้สาย และเทคโนโลยีแบบเดิมทั้งหมด และประกอบกับแนวโน้ม ของการพัฒนาโทรศัพท์มือถือ ให้กลายมาเป็น Smartphones ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้การผสมผสานของเทคโนโลยี สามารถแก้ไข Digital Divide ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประชากรกรส่วนใหญ่ของประเทศ จะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต โดยใช้ Smartphones เป็นอุปกรณ์หลัก และ 3G เป็นโครงข่ายหลักเสมือนถนนที่นำพาความเจริญไปสู่ทั่วทุกภูมิภาค
แม้ว่า 3G จะเป็นทางออกที่สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน แต่การให้บริการตลอดจนการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 3G ของประเทศไทย กลับต้องพบกับอุปสรรคมาโดยตลอด จากความไม่ชัดเจนของ กฎหมายและความแตกต่างของรัฐธรรมนูญสองฉบับทำให้เกิดปัญหาในการใช้อำนาขององค์กรกำกับดูแลซึ่งมีหน้าที่ ในการวางนโยบาย และจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อการให้บริการด้านการสื่อสาร และจากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดเป็นช่องว่าง และความสับสน จนเป็นข้อผิดพลาดในการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ สำหรับให้บริการ 3G โดยการดำเนินการของ กทช. ที่ต้องมาหยุดลงถึงสองครั้งสองหน ในปี 2552 และ 2553 และแม้ว่าในปัจจุบันได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 เพื่อให้สอดคล้องกับที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนด ซึ่งทำให้ต้องมีการคัดเลือกองค์กรกำกับดูแลตามกฎหมายใหม่ด้วย และในขณะนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อยู่ในช่วงของการสรรหา ย่อมมีผลให้การจัดสรรคลื่นความถี่ใหมยังไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องรอ กสทช. ใหม่จัดตั้งแล้วเสร็จ ทำให้การจัดสรรคลื่นความถี่อาจใช้เวลาล่วงเลยไปถึงปี 2556 หรือปี 2557 เพื่อที่จะจัดสรร และสามารถให้บริการได้สำเร็จ จนเกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยอย่างทั่วถึงแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การให้บริการ 3G ไม่จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ใหม่ซึ่งต้องรอการจัดสรรจากองค์กรกำกับดูแลเท่านั้นเสมอไป โดยสองปีที่ผ่านมา ได้มีการให้บริการ 3G โดยใช้คลื่นความถี่เดิมที่เป็นช่วงคลื่นที่สามารถรองรับ และนำมาใช้ให้บริการ 3G ได้ ได้แก่ AIS ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900MHz ในขณะที่ DTAC และ True Move ใช้คลื่นความถี่ย่าน 850 MHz แต่จากการให้บริการที่ผ่านมานั้นยังเป็นการให้บริการอย่างจำกัดพื้นที่ ทำให้ประโยชน์ไม่ได้เกิดกับประชาชนคนไทยอย่างทั่วถึง เนื่องมาจากข้อตกลงเงื่อนไขทางธุรกิจ และข้อจำกัดทางเทคนิคด้วย ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการวางโครงข่าย เพื่อให้บริการทั้งประเทศได้ นอกเหนือจากนี้ ในช่วงคลื่นความที่ใหม่ที่มีความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ของ ITU ซึ่งเป็นองค์กรกำกับ การใช้คลื่นความถี่สากล ได้กำหนดให้ช่วงคลื่นความถี่ย่าน 2,100 MHz เป็นช่วงคลื่นที่ดีกว่า และเป็นมาตรฐานสำหรับการให้บริการ 3G ด้วย โดยคลื่นความถี่ดังกล่าวเป็นคลื่นความถี่ใหม่ที่ต้องรอการจัดสรรจากองค์กรกำกับดูแลเท่านั้น เท่ากับว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้แต่อย่างใด
หมายเหตุ: การให้บริการ 3G ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย
จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าการให้บริการ 3G นั้น ไม่จำเป็นต้องรอการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ขององค์กรกำกับดูแล ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานในการจัดตั้งองค์กร จนกระทั่งสามารถใช้สิทธิ หน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ได้ โดยเมื่อในย่านคลื่นความถี่เดิมที่เคยมีการจัดสรรมาก่อนแล้ว และสามารถนำมาใช้ให้บริการ 3G ได้เช่นเดียวกัน จึงเป็นทางออกให้การให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนไม่ต้องรอ ไม่ต้องสะดุดหยุดลง เพียงจากอุปสรรคของข้อกฎหมาย ซึ่งหากต้องรอจนกว่าจะมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้สำเร็จ ย่อมทำให้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนต้องล้าหลัง ไม่ทันกับการพัฒนาของเทคโนโลยี และล่าช้ากว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันอย่างที่ไม่สามารถตามทันได้ โดยเห็นได้จากสัดส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชากรในประเทศไทยที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ตลอดจนประเทศข้างเคียงหลายประเทศ เช่น ลาว เวียดนาม เป็นต้น มีการให้บริการ 3G แก่ประชาชนล่วงหน้าประเทศไทยไปหลายปีแล้ว
กรณีของ ทรู-กสท.-ฮัทช์ ที่มีการทำสัญญาระหว่างกัน จึงเป็นการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางธุรกิจ และข้อจำกัดทางด้านเทคนิคเพื่อสามารถนำบริการ 3G ให้บริการประชาชนได้ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย กฎเกณฑ์ขององค์กรกำกับดูแลที่มีการกำหนดอยู่แล้ว ด้วยการคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและภาครัฐเป็นหลักด้วย โดยมี กสท. ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตแบบที่สามจาก กทช. และได้รับคลื่นความถี่ในการให้บริการแก่ประชาชนยังเป็นผู้ใช้คลื่นความถี่ในการให้บริการ โดยมีการทำสัญญาขายต่อเพียงความจุภายในโครงข่ายของ กสท. เพื่อให้เอกชนนำไปให้บริการเท่านั้น แม้ผลจะไม่สามารถเทียบเท่าการจัดสรรคลื่นความถี่โดย กสทช ทั้งในด้านทางธุรกิจ และเทคนิค เนื่องจากเป็นการนำช่วงคลื่นความถี่เดิมมาให้บริการ แต่ถือเป็นทางออกที่ประจวบเหมาะสมกับเวลา และเอื้อต่อการให้บริการประชาชนทั้งประเทศ รวมทั้งยังเป็นการต่อยอดบนโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้สามารถให้บริการได้ทันทีอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการดำเนินการเพื่อให้เกิดการให้บริการ 3G อย่างทันการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายอื่น ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้บริการด้วยคลื่นความถี่เดิมเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ประกอบการรายอื่นๆ ก็สามารถดำเนินการเจรจาทางธุรกิจได้ เพื่อไม่เสียเปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งในขณะนี้เอกชนหลายรายก็เร่งดำเนินการเพื่อตกลงให้มีการให้บริการ 3G ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นผลลัพธ์ของการทำสัญญา ทรู- กสท.- ฮัทช์ ก็คือการเร่งให้บริการ 3G เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง ซึ่งในอนาคตจะมี 3G โดยการให้บริการจากผู้ให้บริการหลายรายอย่างแน่นอน มิใช่เพียงรายใดรายหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้น หน้าที่หลักของภาครัฐจึงต้องส่งเสริมเพื่อให้มีบริการสาธารณูปโภคโดยเฉพาะด้านการสื่อสารที่เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกด้านให้สำเร็จลุล่วง ต้องพิจารณาขจัดอุปสรรคปัญหาของข้อกฎหมายให้การบริการแก่ประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างแท้จริงซึ่งเมื่อการดำเนินการทางด้านธุรกิจที่เป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว ภาครัฐมีหน้าที่ต้องสนับสนุนเพื่อให้การกระจายของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างสะดวก และก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี เป็นธรรมด้วย โดยในปัจจุบันเป็นยุค Globalization ซึ่งประเทศไทยต้องพัฒนาอย่างเร่งรัดเพื่อให้สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นๆ บนเวทีโลกได้ แต่หากประเทศไทยยังไม่ส่งเสริมให้มีการให้บริการ 3G และหากยังไม่แก้ไขปัญหา Digital Divide ย่อมทำให้ประเทศไทยต้องกลายเป็นที่ล้าหลังที่สุด และเสียเปรียบทางการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านี้ ยังเป็นการเสียโอกาส ที่จะแก้ใขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศอีกด้วย
โดย ดร อธิป อัศวานันท์ และ อรดา วงศ์อำไพวิทย์