@drjoke - Dr. Atip Asvanund

Set-Top Box นวัตกรรมเพื่อต่อยอด 100 Mbps Ultra Hi-Speed Internet

สมมุติว่า Ultra Hi-Speed Internet เข้าถึงทุกครัวเรือน จะเพียงพอหรือไม่ สำหรับการใช้งาน 100 Mbps อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน น้อยกว่า 20% ของครัวเรือนในประเทศ สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ ซึ่งยังเป็นอุปกรณ์หลักของการเข้าถึง Internet ยิ่งไปกว่านั้น คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ยังขาดสมรรถภาพ ที่จะใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ จากความเร็ว Internet ที่สูงขึ้น

Set-Top Box หรืออุปกรณ์ทดแทนคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อ Internet กับโทรทัศน์ เป็นนวัตกรรมที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่า Smartphones หรือ Tablet PCs ในยุคต่อไปของการเข้าถึงข่าวสารข้อมูลบน Internet ข้อได้เปรียบของ Set-Top Box คือราคาที่ต่ำกว่า และการเข้าถึงเกือบทุกครัวเรือนของโทรทัศน์ นอกไปจากนี้Set-Top Box มักถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย และไม่ซับซ้อนเหมือนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วๆไป

มีการขับเคี่ยว แข่งขัน คิดค้น Set-Top Box จากผู้นำเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม Cable TV, Internet และ เกมส์ เพราะ Set-Top Box เป็นอุปกรณ์ Convergence ของทั้ง 3 อุตสาหกรรม ผู้ที่ชนะ ย่อมมีข้อได้เปรียบ และอำนาจต่อรองสูงสุด ในยุคต่อไปที่ Cable TV, Internet และ เกมส์ จะต้องหลอมรวม และยากที่จะแยกจากกัน ในขณะที่ธุรกิจ Internet เช่น Apple และ Google ได้พัฒนา Apple TV และ Google TV นวัตกรรมที่น่าสนใจ และอาจสร้างความแตกต่างในเร็วๆนี้ กลับมาจากธุรกิจเกมส์ นั่นคือ XBox 360 ของ Microsoft ที่เร็วๆนี้ได้นำเสนอ Kinect ซึ่งได้พัฒนาความง่ายของการใช้งานไปอีกระดับหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Gesture

Ease of Use หรือความง่ายของการใช้งาน เป็นอุปสรรคที่สำคัญสำหรับการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ Gesture หรือการแสดงท่าทางอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นนวัตกรรมล่าสุดของ Ease of Use ที่ใช้เป็นสัญญาณควบคุมการปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ ก่อนหน้านี้ Apple ได้นำเสนอ Multi-Touch ซึ่งเป็น Gesture ระบบสัมผัสด้วยปลายนิ้ว เพื่อการปฏิสัมพันธ์กับ Smart Devices เช่น iPhones และ iPads แต่ Gesture ของ Kinect กลับทำได้โดยไม่ต้องสัมผัส เพราะใช้กล้องจับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ โดยสามารถร่วมใช้งานได้มากกว่าหนึ่งคน จึงเหมาะสมกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในระดับครัวเรือน หรือกระทั่งหน่วยงาน เช่นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เพราะการใช้งานโทรทัศน์เป็นประสบการณ์ส่วนรวมและยังเป็นประสบการณ์ส่วนตัวได้อีก

ในประเทศไทยอาจหาดูได้ยาก เพราะ Ultra Hi-Speed Internet พึ่งจะเริ่มต้น แต่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ได้มีการนำ Set-Top Box หลากหลายประเภทมาร่วมใช้งาน หรือกระทั่งทดแทน กล่อง Cable ตัวอย่างเช่น Verizon ได้เริ่มทดลองนำ XBox 360 ของ Microsoft มาทดแทนกล่อง Cable ในบริการที่เป็น Interactive หรือ HD Streaming ผ่านโครงข่าย Internet 

แต่ถึงกระนั้น การนำ Kinect หรือเทคโนโลยี Gesture อื่นๆ มาใช้งานให้เกิดประโยชน์ ยังคงต้องพัฒนา ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของคนไทย หลักการของ Ease of Use คือผู้ใช้ต้องสามารถใช้งานอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด และไม่ต้องใช้จิตสำนึกในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้ จึงต้องปรับให้เข้ากับหลักการคิดของคนไทย 

Ultra Hi-Speed Internet เป็นยุคใหม่ที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่จะมีบริการรูปแบบใหม่ แต่จะยังจะมีนวัตกรรม หรืออุปกรณ์ ประเภทใหม่ๆ ที่จะมามีความสำคัญกับการเข้าถึงข่าวสารในยุคต่อไป ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ของการใช้งานให้กับผู้ใช้่ปัจจุบัน แต่จะยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ ได้มามีโอกาสร่วมใช้งาน Internet อย่างมีประสิทธิภาพ

Published in Transport Journal in April 2011

เมื่อ Facebook ทำ Search Engine

สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวลือของการทำ Search Engine โดย​ Facebook ได้กระฉ่อนใน Headquarter ของ Google

ปัญหาของ Google คือโครงสร้างของเทคโนโลยีและธุรกิจ ที่เกิดขึ้นมาในยุคแรกของ Internet เช่นเดียวกับ Yahoo!,  MSN ฯลฯ เมื่อครั้งที่ Web ยังเป็นเทคโนโลยีสำหรับการสื่อสารทางเดียว และ Web 2.0 เช่น Social Media หรือ Social Networks ยังมิได้ถือกำเนิด

ปัจจุบัน Social Media และ Social Networks ได้เปลี่ยนเป็น Mainstream รูปแบบของการใช้งานใหม่ๆ เช่น Like Button, Retweet, Realtime Web ฯลฯ ได้กลายเป็นสิ่งคุ้นเคย Google ต้องยกเครื่องตัวเอง (Re-Architect) ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อติดตามให้ทันกับวิวัฒนาการณ์ของ Internet แต่ถึงกระนั้น โครงสร้างที่สำคัญของ Google คือ Page Rank (PR) ซึ่งส่งผลสำคัญต่อลำดับของแต่ละ Web ในผล Search ยังคงยึดติดกับแนวทางของ Internet ในยุคแรก และมิได้สอดคล้องกับความเป็น Web 2.0 ในยุคปัจจุบัน

Page Rank คือการให้คะแนนความสำคัญของแต่ละ Web ซึ่ง Web ที่ Page Rank สูงกว่า จะถูกแสดงเป็นลำดับแรกๆ ในผล Search สำหรับ Google แล้ว Page Rank ถูกคำนวนขึ้นจากจำนวน Link ของ Web อื่นๆ ที่โยงมาสู่ Web นี้ และจาก Page Rank ของเว็บเหล่านั้น จะเห็นได้ว่า Page Rank ถูกกำหนดโดยกลุ่มเจ้าของ Web (Publishers) ด้วยกันเอง ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้ Web กลับไม่มีสิทธิมีเสียงในการในการกำหนด Page Rank ทั้งๆที่เป็นผู้บริโภคผล Search ที่แท้จริง

ใน Web 2.0 ผู้ใช้สามารถแชร์ได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ ตัวหนังสือ ภาพ เสียง วีดีโอ ลิงค์ ฯลฯ ไม่ถึงปีที่ผ่านมา Facebook ได้เปิดตัว Like Button (ปุ่มชอบ) ที่ผู้ใช้สามารถแชร์ความชอบที่มีต่อ Web ต่างๆ เพื่อแนะนำให้เพื่อน หรือผู้ที่ติดตามสามารถเข้าชม Web เหล่านี้ได้ แรกเริ่ม Like Button อาจถูกมองเป็นระบบที่พัฒนากว่าของการ Retweet แต่ปัจจุบัน Like Button กลับเป็นคลังข้อมูลที่มีมูลค่ามหาศาลต่อการทำ Datamining เพราะได้เป็นการจัดอันดับความสำคัญของแต่ละเว็บโดยผู้ใช้ Facebook กว่า 600 ล้านคนทั่วโลก หรือ 8.5 ล้านคนในประเทศไทย ซึ่งย่อมจะดีกว่าการกำหนด Page Rank โดยกลุ่มเจ้าของ Web เท่านั้น

สัปดาห์ที่ผ่านมาอีกเช่นกัน Google ได้ประกาศ “+1” หรือ Google Like Button สำหรับให้คะแนนแต่ละ Web ในผล Search และอาจนำมาใช้ร่วมการคำนวน Page Rank นี่เป็นอีกครั้งที่ Google ต้อง Rearchitect ตัวเอง ให้เข้ากับ Internet สมัยใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็น Web 2.0

อย่างไรก็ดี ​Facebook กลับมีฐานข้อมูลของผู้ใช้ที่สมบูรณ์ยิ่งกว่า Google และยังเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้อาสาสมัครเข้าไปเอง ซึ่งรวมถึงการเชื่อมต่อกัน หรือการเป็นเพื่อนระหว่างผู้ใช้ ข้อมูลเหล่านี้กลับทำให้ Facebook ยิ่งได้เปรียบเมื่อนำมาประจวบรวมกับฐานข้อมูลของ Like Button เพราะ Web ที่ถูกชอบโดยคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันย่อมมีความสำคัญน้อยกว่า Web ที่ถูกชอบโดยคนที่มีความสัมพันธ์กัน

Page Rank คือ Innovation จาก 12 ปีที่แล้วที่ทำให้ Google ก้าวมาเป็นผู้นำในด้าน Search Engine แต่พฤติกรรมการใช้ Internet ได้ถูกพัฒนาป็น Web 2.0 ในวันนี้ และทำให้ Like Button ของ Facebook กลายเป็นอาวุธใหม่ที่สามารถลบล้างข้อได้เปรียบเดิมของ Google  

แต่ถึงกระนั้น Facebook ได้ปฎิเสธข่าวลือของการทำ Search Engine และ Google ก็อาจมีโอกาสหายใจอีกช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนหน้านี้ Guru ในวงการได้มองว่าโลก Internet จะเป็นการแบ่งเค้กระหว่าง Google และ Facebook แต่หากพิจารณาใหม่ตามบทความนี้แล้ว ใน 3-5 ปีข้างหน้า อาจเป็นการกินเค้กคนเดียวโดย Facebook ก็เป็นไปได้

Published in Krungthepturakij on April 4, 2011

HD Video Streaming ยุคใหม่ของ Killer App บน 100 Mbps

Killer Application เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ในทุกครั้งที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี จาก Narrowband มาเป็น Broadband และมาเป็น Ultra Hi-Speed Broadband ที่ 100 Mbps ซึ่งเริ่มให้บริการในประเทศไทย Internet เป็นบริการการเชื่อมต่อ (ท่อ) สิ่งที่บริโภคจริงๆ กลับเป็น Application (ที่อยู่ในท่อ) ความคุ้มค่าของการยกระดับด้วยความเร็วที่สูงขึ้น กลับเป็นการเข้าถึง Application ที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ Killer Application คือ Application ที่ดีเยี่ยม จนผู้บริโภคส่วนใหญ่ พร้อมกัน Upgrade จาก Narrowband มาเป็น Broadband และมาเป็น Ultra Hi-Speed Broadband จนเกิดปรากฏการณ์ระดับอุตสาหกรรม และประเทศในที่สุด

Challenge ที่สำคัญ สำหรับนักการตลาด ไม่ว่าจะในฝั่งของผู้ให้บริการ Internet เอง หรือผู้ให้บริการ Application คือการค้นหา และให้บริการ Killer Application จนเป็นปรากฏการณ์ ดังที่ได้กล่าวมา

Napster เป็น Killer Application ตัวแรก ในยุคเริ่มต้นของการให้บริการ Broadband ราว 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ในการเข้าถึง Content ประเภทเพลง และเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การซื้อขายเพลงผ่าน Internet ในรูปแบบของ iTunes Store ฯลฯ Narrowband ใช้เวลา เกือบ 1 ชั่วโมงในการ Download แต่ละเพลง ในขณะที่ Broadband ใช้เวลา 3-5 นาทีในการ Download พฤติกรรมของผู้บริโภคในสมัยนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการบริโภคเพลงอย่างเป็นหลักพัน จึงเป็นแรงจูงใจให้ Upgrade เป็น Broadband อย่างเป็นปรากฏการณ์

แม้จะมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ถูกต้อง รูปแบบของ Napster ได้พัฒนาเป็นระบบที่ถูกกฎหมายเช่น iTunes Store ฯลฯ ที่ประสบความสำเร็จ และกลายเป็นพฤติกรรมพื้นฐานของการเข้าถึงเพลงโดยผู้บริโภค ซึ่งมี Marketshare ที่สูงกว่ารูปแบบเดิม คือการซื่้อขาย CD เพลง อย่างท่วมท้น แม้กระทั่งในประเทศไทย Grammy, RS ฯลฯ ก็ได้นำรูปแบบนี้มาให้บริการจนประสบความสำเร็จ

ปัจจุบัน เป็นเวลาของ Ultra Hi-Speed Broadband ได้เริ่มมี Candidate ที่สำคัญ กล่าวคือ HD Video Streaming สำหรับการเป็น Killer Application ที่จะเชื้อเชิญให้ผู้บริโภค Upgrade จาก Broadband มาเป็น Ultra Hi-Speed Broadband บริการ HD Video Streaming คือการที่ผู้บริโภคสามารถเลือกชม HD Video ที่คุณภาพ 720p, 1080p ฯลฯ ได้อย่างทันทีทันใด และไม่ต้องคอยการ Download เพื่อเก็บไว้ดูทีหลัง 

การเข้าถึง HD Video Streaming จำเป็นต้องใช้ Ultra Hi-Speed Broadband ที่ 100 Mbps สำหรับภาพยนตร์ HD 2 ชั่วโมง ซึ่งมีข้อมูลราว 16 GB หากใช้ Broadband ที่ 8 Mbps จะใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมงในการ Download จึงไม่สามารถเป็นการ Streaming แบบดูได้ทันทีทันใด แต่หากเป็น Ultra Hi-Speed Broadband ที่ 100 Mbps จะใช้เวลาเพียง 24 นาทีในการ Download ซึ่งรวดเร็วกว่าการแสดงผลของภาพยนตร์ จึงสามารถเป็นรูปแบบ Streaming ได้

ในสหรัฐได้เริ่มมีให้บริการ โดย Amazon, Netflix, Hulu, iTunes Store ฯลฯ โดยเฉพาะ Amazon และ iTunes Store มีภาพยนตร์ให้เลือก 32,000 และ 12,000 เรื่องตามลำดับ ทั้งนี้ ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น HD Video และ Streaming แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่จะสะเทือนทั้งวงการ Cable และ Internet อย่างไม่แพ้กัน

สำหรับประเทศไทยแล้ว เป็นเพียงเงื่อนไขของเวลา จนกว่าจะมีบริการรูปแบบนี้ อย่างไรก็ดี Challenge ไม่ได้มีแต่ความสามารถทางเทคโนโลยี ซึ่งต้องลงทุน Cloud Computing Center อย่างมหาศาล แต่ยังมีกรณีลิขสิทธิ์ของ Content ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งยังต้องอาศัยการปรับปรุงพัฒนา

100 Mbps เป็นโอกาสที่สำคัญ สำหรับผู้บริโภคที่จะได้มีประสบการณ์ที่แปลกใหม่ จากนวัตกรรม Killer App ที่จะเกิดขึ้น และยังเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับนักพัฒนา Application ในประเทศ ที่จะได้บุกเบิกตลาด ที่จะมีขึ้นจาก Ultra Hi-Speed Broadband โดย HD Video Streaming เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ที่มีความเป็นไปได้สูง แต่โอกาสสำหรับ Killer App อื่นๆ ที่ยังคาดไม่ถึง กลับเป็นเรื่องดีของนวัตกรรม

Published in Transport Journal in March 2011

Groupon vs. Facebook: Social Network vs. Social Commerce

เป็นวีรกรรมที่ยากจะลอกเลียนแบบของ Mark Zuckerberg ผู้เริ่มต้น Facebook ก่อนวัย 20 ปี และพัฒนาเป็นธุรกิจ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเวลา 7 ปี (2004-2011) จนถูกจำลองเป็นภาพยนตร์ The Social Network ที่เข้าชิง Oscar และถูกคัดเลือกเป็น Person of The Year 2010 ของ Time Magazine ปัจจุบัน Facebook มีมูลค่าซื้อขายที่เกือบเท่างบประมาณของรัฐบาลไทย และสูงกว่า Market Cap ของบริษัททั้งหมดในประเทศ เป็นความน่าภูมิใจของ Entrepreneur รุ่นเยาว์ด้วยวัยเพียง 26 ปี

สถิติในวันนี้ของ Mark Zuckerberg กำลังจะถูกทำลายโดย Andrew Mason ซึ่งเป็น Entrepreneur รุ่นใหญ่ (ด้วยวัยเกือบ 40 ปี) ผู้บุกเบิกนวัตกรรม Social Commerce ที่เรียกว่า Groupon โดยได้พัฒนาจากทุนส่วนตัว 1 ล้านดอลลาร์มาเป็นธุรกิจ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 2 ปี (ปลาย 2008-2011) ในขณะที่ 2 ปีแรกของ Facebook ยังมีมูลค่าไม่ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ Groupon ยังเป็นธุรกิจที่มีรายได้ 1 พันล้านดอลลาร์ได้รวดเร็วที่สุดในโลก และได้ปฏิเสธการทาบทามเพื่อขอซื้อโดย Google ที่มูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์

เร็วๆ นี้ Facebook ยังได้เปิดตัว Facebook Deals เพื่อร่วมแข่งขันในธุรกิจ Social Commerce โดยต่อยอดจากฐานธุรกิจ Social Network ที่ไร้คู่แข่งในปัจจุบัน 

ความแตกต่างของ Social Network และ Social Commerce เกิดจากโครงสร้างมูลค่าพื้นฐาน (Value Structure) สำหรับ Social Network นั้น มูลค่าพื้นฐานเกิดจากจำนวนผู้ใช้งาน และความเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ ซึ่งได้ถูกบัญญัติเป็น Network Effect ตามหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค Robert Metcalfe ระบุมูลค่าของ Network Effect เป็น N x (N -1) โดย N เป็นจำนวนของผู้ใช้งาน ดังนั้นมูลค่าพื้นฐานจึงเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณจากจำนวนของผู้ใช้ ที่มีการผลิต Content ในรูปแบบของ ตัวหนังสือ ภาพ และ วีดีโอ และมีปฏิสัมพันธ์ผ่านความเชื่อมต่อระหว่างกัน 

สำหรับ Social Commerce มูลค่าพื้นฐานเกิดจากจำนวนของของพ่อค้าที่นำเสนอ Deals ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดประโยชน์ได้ ต่อเมื่ออยู่ในท้องถ่ิน (Local) เดียวกับผู้ใช้ มูลค่าพื้นฐานจึงเป็นจำนวนของ Deals ที่อยู่ใน Local เดียวกัน (Local Deals)

ความได้เปรียบของ Facebook เกิดจากความเป็น “The” Social Network หรือผู้ผูกขาดรายเดียวของสังคมออนไลน์ระดับโลก จึงเป็น Switching Barriers ของผู้ใช้ที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ แต่สำหรับ Groupon กลับไม่มีข้อได้เปรียบดังกล่าว Switching Barriers จำกัดอยู่เพียง Local Deals และไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้อื่นๆ ผู้ให้บริการ Social Commerce ที่สามารถหา Local Deals ที่ดีกว่า ย่อมสามารถดึงดูดผู้ใช้ไปจาก Groupon ได้ ในขณะที่เกือบเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะดึงดูดผู้ใช้ไปจาก Facebook เว้นแต่จะเป็น Social Network ที่มีฐานลูกค้าที่กว้างไกลกว่า

ความเป็น Local ของ Social Commerce ทำให้เกิด Market Fragmentation ในท้องถิ่นต่างๆ แม้ Groupon จะเป็นผู้นำ แต่ย่อมไม่สามารถเข้าถึงทุกท้องที่อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเทศจีนได้มี Social Commerce ที่คล้ายคลึง Groupon แต่ครองความเป็นหนึ่งในมณฑลของตัวเอง แม้กระทั่งในประเทศไทย ได้มีผู้เล่นระดับท้องถิ่นเช่น NCoupon, Sanook! Coupon, Ensogo ฯลฯ โดย Groupon ยังไม่สามารถสร้างฐานที่มั่นคงในประเทศ แม้กระทั่ง Branding ของ Groupon ยังอาจไม่คุ้นหูคนไทย และน้อยคนจะรู้ว่า Social Commerce ท้องถิ่นนี้มีรูปแบบมาจาก Groupon

Andrew Mason ผู้ก่อตั้ง ยังได้กล่าวถึงความเป็นจุดอ่อนที่ง่ายต่อการถูกลอกเลียนแบบของ Groupon นอกเหนือจาก Social Commerce ระดับ Local เหล่านี้ ยังต่อเผชิญกับ Facebook Deals ซึ่งอยู่บนฐานลูกค้ามหาศาลของ Facebook

ถึงจะล้มสถิติของ Facebook ได้ ยังต้องพิสูจน์ว่า Groupon จะเร็วอย่างเดียว หรือจะยั่งยืนด้วย อย่างไรก็ดี เป็นข้อดีสำหรับ Entrepreneur ของไทย ที่ยังมีโอกาสที่จะบุกเบิกและครองตลาดท้องถิ่นในด้าน Social Commerce ในขณะที่ Social Network คงต้องยกให้กับ Facebook

Published in Krungthepturakij on March 22, 2011

DOCSIS 3.0 Ultra Hi-Speed Internet 100 Mbps

หลายเดือนที่ผ่านมา สื่อได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีไร้สายที่เรียกว่า 3G ที่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา Digital Divide และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึง Internet แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน แม้จะไม่ได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งอย่างเช่น 3G กลับเป็นเทคโนโลยีใช้สายความเร็วสูงที่เรียกว่า Ultra Hi-Speed Internet ซึ่งให้ความเร็วได้ถึง 100 Mbps และจะเริ่มมีให้บริการเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยบริษัททรู โดยจะเป็นการปูพรมในกรุงเทพและปริมณฑล และ 6 หัวเมืองใหญ่ของประเทศ

ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีไร้สายคือการเข้าถึงพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล และเปิดโอกาศให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เข้าถึง Internet เทคโนโลยีที่แพร่หลายที่สุดคือ HSPA ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 3G และให้ความเร็วได้ถึง 14 Mbps ซึ่งถือเป็นความเร็วระดับพื้นฐานของบรอดแบนด์ แต่การที่จะได้ความเร็วที่สูงกว่านั้นเพื่อการใช้งานที่ต้องการความรวดเร็วในการนำส่งข้อมูลที่มีความหนาแน่นสูง เช่น High Definition Video, เกมส์, โซเชียลมีเดีย ฯลฯ และจะก้าวสู่ระดับของ Ultra Hi-Speed นั้น ยังจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีใช้สาย ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เทคโนโลยีใช้สายและไร้สายจะเป็นองค์ประกอบที่เสริมซึ่งกันและกัน

DOCSIS 3.0 (Data Over Cable Service Interface Specification 3.0) คือการนำส่งข้อมูลผ่านโครงข่ายเคเบิลทีวี ซึ่งให้ความเร็วได้สูงกว่าการนำส่งผ่านสายโทรศัพท์ (ADSL) ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถมีโอกาสใช้งาน Hi-Speed Internet ที่ 100 Mbps

ความเร็ว 100 Mbps คือจุดเริ่มต้นของการหลอมรวมสื่อ (Convergence) อย่างแท้จริง ที่สามารถให้บริการ High Definition Video, เกมส์, โซเชียลมีเดีย และบริการอื่นๆ ที่ไม่สามารถให้บริการได้ หรือจะด้อยคุณภาพหากใช้ความเร็วที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะในกรณีของ High Definition Video จะมีบริการรูปแบบใหม่คุณภาพสูง ที่ประสมประสานความเป็น Interactive และ On-Demand กับวีดีโอคุณภาพสูง เช่นในตัวอย่างของ Apple TV, Google TV, Netflix, Amazon Instant Video ฯลฯ ที่จะมาทดแทนการเข้าชมวีดีโอในรูปแบบเดิมของ Cable TV หรือ Sattelite TV ในอีกไม่นานข้างหน้า

ถึงแม้ 100 Mbps อาจจะรวดเร็วอย่างยิ่งยวดเมื่อเทียบกับมาตรฐานของ Internet ในประเทศไทย แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี ฯลฯ ได้เริ่มให้บริการ Gigabit Internet ที่ความเร็วถึง 1,000 Mbps ที่เร็วกว่า DOCSIS 3.0 อีก 10 เท่า และยังสามารถให้บริการด้วยราคาที่เข้าถึงได้โดยประชาชนส่วนใหญ่ แต่นั่นคือความมี Luxury ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมี Internet อย่างใช้สาย และไร้สายที่ให้บริการอย่างทั่วถึง ประเทศไทยอยู่บนพื้นฐานของความเจริญที่แตกต่างกัน และต้องเริ่มพัฒนาจากฐานของความเป็นไปได้ก่อน

DOCSIS 3.0 ไม่ได้หมายถึงความต้องการ 3G ที่ลดน้อยลงไป เพราะเทคโนโลยีไร้สายยังมีข้อได้เปรียบสำหรับการเข้าถึงพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล และ Digital Divide ยังเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศที่ยังต้องอาศัยการให้บริการ 3G อย่างจริงจังและทั่วประเทศ จึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ในทางกลับกันการให้บริการนำส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงยังเป็นข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีใช้สาย ที่ให้ความเร็วได้สูงกว่าดังเช่นกรณีของ 100 Mbps และ 1,000 Mbps

อย่างไรก็ดี Internet ความเร็วสูง เช่น 100 Mbps ของ Ultra Hi-Speed Internet เป็นโอกาสของธุรกิจ Content ของไทย ที่จะพัฒนา Content และบริการรูปแบบใหม่ ที่ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดจากความเร็วที่สูงขึ้นเพื่อก้าวทันพัฒนาการณ์ของธุรกิจในประเทศอื่นๆ

Ultra Hi-Speed Internet เป็นข่าวดีของประเทศ และเป็นก้าวใหม่ของวงการณ์ Internet ไทย ที่เทียบได้กับการพัฒนาจาก Narrowband ที่ 56 Kbps มาเป็น ADSL Broadband เมื่อราว 10 ปีก่อน และเป็นโอกาสสำคัญที่อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปโฉมของการใช้งาน Internet ของประเทศอีกครั้งหนึ่ง

Published in Transport Journal in March 2011

3G แผ่นดินไหว สึนามิ และการเตือนภัยสาธารณะ

ระบบเตือนภัยสาธารณะ คือประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของ 3G 

3GPP (The 3rd Generation Partnership Project) ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางเทคนิคของการให้บริการ 3G ได้กำหนด PWS (Public Warning System) ที่ครอบคลุมกรณีของแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยเรียกว่า ETWS (Earthquake and Tsunami Warning System) 

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ระบบนี้มักมิได้ถูกกล่าวถึงในบริบทของ 3G ขณะที่การแก้ไข Digital Divide หรือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในรูปแบบของ Internet ถูกมองเป็นจุดประสงค์หลัก การแก้ไข Digital Divide ย่อมมีความสำคัญ เพราะเป็นการลดความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ฯลฯ ที่สามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมของคนในประเทศ แต่การแจ้งเตือนภัยที่ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพย่อมสามารถช่วยรักษาชีวิตคนอย่างที่มิสามารถประมาณค่าได้

ในอดีตระบบสื่อสารมวลชนที่มีการครอบคลุมสูงสุดคงหนีไม่พ้นโทรทัศน์หรือวิทยุ แต่ในปัจจุบันการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือเป็นเกือบ 100% ของประชากรในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสื่อสารแบบ Real Time ที่สามารถแจ้งเตือนภัยในรูปแบบของการ Push ข้อมูลข่าวสารไปยังผู้ใช้งานได้ตลอดเวลาและอย่างทันทีทันใด นอกจากนี้ยังสามารถจำกัดเฉพาะกลุ่มประชากรที่เข้าข่ายหรืออยู่ในพื้นที่อันตราย ในทางกลับกันโทรทัศน์หรือวิทยุจะมีประโยชน์ต่อเมื่อกำลังใช้งานและผู้ใช้ให้ความสนใจอยู่เท่านั้น จึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถรับการแจ้งเตือนภัยได้ตลอดเวลา 

นอกจากนี้ ยังมีพัฒนาการของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือมาเป็น Smartphone ประจวบกับแน้วโน้มการตลาด ซึ่งอีกไม่กี่ปี โทรศัพท์มือถือของกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทยจะเปลี่ยนเป็น Smartphone ที่จะสามารถเพิ่มรูปแบบของการแจ้งเตือนภัย ด้วย ภาพ เสียง วีดีโอ และความเป็นอินเตอร์แอคทีฟ โดยจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก

ความด้อยโอกาสของประเทศในขณะนี้ คือการที่ 3G ยังไม่มีให้บริการอย่างทั่วถึงทุกพื่้นที่ในประเทศไทย ถึงแม้การเตือนภัยสาธารณะของ 3G ที่เรียกว่า PWS จะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบสื่อสารมวลชนในอดีตที่ผ่านมา แต่การครอบคลุมที่ไม่ทั่วถึงกลับทำให้ระบบดังกล่าวไม่สามารถเป็นประโยชน์ได้ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะแข่งขันกันทำ 3G อย่างทั่วประเทศหลังเกิดกรณีของ ทรู-ฮัทช์ ซึ่งเป็น Catalyst หรือตัวเร่งปฎิกิริยาให้เกิดการแข่งครั้งใหญ่โดยผู้ประกอบการทุกรายในประเทศอย่างไม่ต้องคอยการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่สำหรับ 3G โดย กสทช ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

นอกเหนือจากประโยชน์ของ PWS ระบบ 3G ยังสามารถเป็นโครงข่ายสำหรับการนำส่งข้อมูล (Data) เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์ส่งสัญญาณที่ไวต่อการรับรู้ (Sensor) สำหรับตรวจจับการเกิดขึ้นของแผ่นดินไหว สึนามิ ไฟป่า มลพิษในอากาศ และภัยธรรมชาติอื่นๆ อุปกรณ์เหล่านี้มีความจำเป็นที่ต้องมีการแพร่กระจายอยู่หลายพื้นที่ และมีความสามารถในการสื่อสารกับศูนย์ประมวลผลได้ตลอดเวลา เทคโนโลยีที่เหมาะสมจึงเป็นการนำส่ง Data อย่างไร้สายเช่นระบบ 3G 

PWS และ ETWS เป็นข้อกำหนดทางเทคนิคของการให้บริการ 3G การนำระบบนี้มาใช้งานยังต้องอาศัยความร่วมมือในการสร้างศูนย์บัญชาการภัยพิบัติของภาครัฐและการลงทุนเชื่อมต่อระบบของผู้ให้บริการ แต่ถึงกระนั้นการเตือนภัยสาธารณะอาจถูกมองเป็นเรื่องรองเพราะบริบทหลักของ 3G ยังเป็นเป็นการแก้ไข Digital Divide อย่างไรก็ดี แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่นเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงอาจเป็นโอกาสที่สังคมจะให้ความสำคัญกับระบบเตือนภัยสาธารณะของ 3G หรือกระทั่งระบบอื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ เพื่อการเตรียมพร้อมที่ดีกว่าสำหรับเหตุการณ์ครั้งต่อไปที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

Published in Transport Journal in March 2011

หมายเหตุ 3G: วิกฤต แนวโน้ม และทางออก

วิกฤต: ปัญหา Digital Divide ประชาชนไม่สามารถได้รับและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง

Digital Divide คือช่องว่าง ระหว่างผู้ที่สามารถ และไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ในยุคโลภาภิวัฒน์ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตได้วิวัฒนาการมาเป็นสื่อช่องทางหลักที่หลอมรวมข้อมูลข่าวสารหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน และเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนนำพาข้อมูลข่าวสารสู่ทุกพื้นที่อย่างรวดเร็วและทั่วถึง  ดังนั้นหากอินเตอร์เน็ตยังไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ในประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่สามารถรับและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกิดประโยชน์ได้ Digital Divide เป็นปัญหาของความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่เกิดขึ้นได้ในประเทศที่กำลังพัฒนา และไม่ได้มีแผน ICT อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ความเจริญก้าวหน้าทาง ICT ไม่สมดุลย์กับความพร้อมในด้านอื่นของประเทศ

หากพิจารณาจากสถิติในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง Internet World Stats ได้เปรียบเทียบการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชากรภายในประเทศแล้ว จะเห็นว่าประเทศไทยยังมีอัตราสัดส่วนของประชากรที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตต่ำมากโดยสูงกว่าเพียง อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และพม่า  แต่ถึงกระนั้น อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบทางประชากรและปัจจัยอื่น ๆ ที่ดึงดูดการลงทุนอย่างมหาศาล และจะแซงประเทศไทยในไม่ช้านี้ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่ต่ำมากของประเทศไทยทำให้การพัฒนาองค์ความรู้ และการส่งเสริมด้านการศึกษา การรับรู้ข้อมูลข่าวสารต้องมีอุปสรรคไปด้วย

ปัญหา Digital  Divide ในประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง หากภาครัฐยังไม่มีนโยบายที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชากรภายในประเทศเข้าใจและเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ตลอดจนวางกลยุทธ์ เพื่อจะมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างทั่วถึงโดยเร็วแล้ว ย่อมถูกเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างยิ่งยวดแซงหน้าอย่างแน่นอน ในกลุ่มประเทศ ASEAN หลือเพียงแต่ประเทศไทยและ พม่า ที่ยังไม่มีการให้บริการ 3G อย่างทั่วประเทศ

การวางโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไทยยังขาดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ที่จะทำให้อินเตอร์เน็ต มีการเข้าถึงทั่วประเทศ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช) ที่ขณะนี้ปฏิบัติหน้าที่ในฐาน กสทช. ได้ทำการศึกษาวิจัย และสรุปว่า หากจะลงทุนโครงข่ายด้วยเทคโนโลยีใช้สาย เพื่อให้ประชากรมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตถึง 80% ของสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ ต้องใช้เงินทุนมหาศาลถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณของกระทรวง ICT ถึง 100 เท่า ทำให้การลงทุนโครงข่ายดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ รวมถึงนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ที่ภาครัฐสนับสนุน และพยายามวางแนวทางให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด ในขณะนี้ด้วยปัจจัยหลายประการก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหากจะอาศัยด้วยเทคโนโลยีใช้สายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลัก และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ยังเป็นอุปกรณ์ราคาแพงเข้าถึงได้ยากสำหรับประชาชนทั่วไป และเป็นอุปสรรคอีกประการที่สำคัญของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต

แนวโน้ม: พัฒนาการของเทคโนโลยี

จริงอยู่ที่คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์พื้นฐาน สำหรับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนา มีการหลอมรวมสื่อ หรือ Media Convergence เข้าด้วยกัน ซึ่งมีทั้ง ตัวหนังสือ เสียง ภาพ วีดีโอ และความเป็นอินเตอร์แอคทีฟ โดยการหลอมรวมสื่อนั้น ได้พัฒนาจากความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีไอพี ประกอบกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก และความเป็นดิจิตอลที่ล้ำสมัยมากขึ้น ทั้งหมดนี้ สร้างเสริมการหลอมรวมสื่อ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งกำลังพัฒนามาเป็นสื่อช่องทางหลักในโลกสากล

การหลอมรวมสื่อเป็นการนำเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน สมัยก่อนอุปกรณ์ที่ตอบสนองความสะดวกสบายของชีวิตเราทั้งสามส่วนนี้ต่างทำงานเพียงเพื่อตอบสนองหน้าที่ของตัวเอง เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ ในอดีตที่จะเป็นแค่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถนำมาใช้งานร่วมกันก่อเกิดการหลอมรวมการบริการเข้าด้วยกันได้ ตัวอย่างเช่น การหลอมรวมของเทคโนโลยีด้านการแพร่ภาพและกระจายเสียงกับเทคโนโลยีโทรศัพท์ จะทำให้ผู้บริโภคสามารถฟังเพลงหรือวิทยุรับชมโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้

ประกอบกับปัจจุบันทั่วโลกได้พัฒนาโทรศัพท์มือถือทั้งในด้านศักยภาพ และราคาที่ลดต่ำลงมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบัน Smartphones มีความสามารถในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่เกือบไม่เพ้คอมพิวเตอร์ และมีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า จากการสำรวจโดย Frost and Sullivan ค้นพบว่า ภายในปี 2558 สัดส่วนของโทรศัพท์มือถือในเอเซียร้อยละ 54  จะเป็น Smartphones ทั้งหมด ทั้งนี้หมายความว่า เกินครึ่งหนึ่ง ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทย จะมี  Smartphones ซึ่งมีศักยภาพ ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ทั้งนี้  เมื่อพิจารณาอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์มือภายในประเทศจากสัดส่วนดังกล่าวแล้ว เป็นไปได้ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย จะเป็นผู้ใช้ Smartphones ในเร็วๆ นี้

ทางออก: 3G  เพื่อแก้ไข  Digital Divide และลดความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม

ปัจจุบัน เทคโนโลยีไร้สายที่เรียกว่า 3G หรือ HSPA (High Speed Packet Access) ที่สามารถให้ความเร็วถึง 14,400 kbit/s ซึ่งในบางครั้งมีความเร็วกว่าเทคโนโลยีที่ใช้สายที่มีให้บริการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งต้องลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อการวางโครงข่ายดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว นอกจากนี้ สำหรับการวางนโยบายการดำเนินการในส่วนของเทคโนโลยีไร้สาย เพื่อแก้ไขปัญหาของเทคโนโลยีแบบเดิมที่มีสายนั้น กทช. เองได้เคยทำการวิจัยและมีผลสรุปการคำนวนว่า หากใช้เทคโนโลยีไร้สาย เพื่อให้ประชากรภายในประเทศสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตให้ได้ถึง 80%  ของประชากรทั้งหมดจะใช้เงินในการลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเทคโนโลยีใช้สายกว่า 20 เท่า  และด้วยข้อได้เปรียบหลายประการของเทคโนโลยีไร้สายจึงทำให้เทคโนโลยีไร้สายมีโอกาส และเป็นตัวช่วยที่จะสามารถแก้ไขปัญหา Digital Divide ได้อย่างแน่นอน

การแก้ไข Digital Divide คือการลดช่องว่าง ระหว่างผู้ที่สามารถ และไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต โดยมีวัตถุประสงค์หลักให้ประชากรทั้งประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึง โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง คือประชาชนคนไทยของประเทศส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจน และอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ดังนั้นหากแก้ไขปัญหาของ Digital Divide ได้ ประชาชนส่วนนี้ จะได้ประโยชน์ จากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และทันต่อเหตุการณ์ โดยจะได้ผลบวกต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งการศึกษา สาธารณสุข การประกอบอาชีพ ฯลฯ และท้ายที่สุด จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี 3G ที่มีสามารถรองรับการหลอมรวมสื่อในทุกด้านเพื่อนำรายละเอียดข้อมูลข่าวสาร การติดต่อถึงกันอย่างรวดเร็ว ย่อมสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศไทย เข้าถึงอินเตอร์เน็ต ได้อย่างทั่วถึง และเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ดีกว่า เทคโนโลยีใช้สาย และเทคโนโลยีแบบเดิมทั้งหมด และประกอบกับแนวโน้ม ของการพัฒนาโทรศัพท์มือถือ ให้กลายมาเป็น Smartphones ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้การผสมผสานของเทคโนโลยี สามารถแก้ไข Digital Divide ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประชากรกรส่วนใหญ่ของประเทศ จะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต โดยใช้ Smartphones เป็นอุปกรณ์หลัก และ 3G เป็นโครงข่ายหลักเสมือนถนนที่นำพาความเจริญไปสู่ทั่วทุกภูมิภาค 

แม้ว่า 3G จะเป็นทางออกที่สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน แต่การให้บริการตลอดจนการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 3G ของประเทศไทย กลับต้องพบกับอุปสรรคมาโดยตลอด จากความไม่ชัดเจนของ กฎหมายและความแตกต่างของรัฐธรรมนูญสองฉบับทำให้เกิดปัญหาในการใช้อำนาขององค์กรกำกับดูแลซึ่งมีหน้าที่ ในการวางนโยบาย และจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อการให้บริการด้านการสื่อสาร และจากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดเป็นช่องว่าง และความสับสน จนเป็นข้อผิดพลาดในการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ สำหรับให้บริการ 3G โดยการดำเนินการของ กทช. ที่ต้องมาหยุดลงถึงสองครั้งสองหน  ในปี 2552  และ 2553 และแม้ว่าในปัจจุบันได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 เพื่อให้สอดคล้องกับที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนด ซึ่งทำให้ต้องมีการคัดเลือกองค์กรกำกับดูแลตามกฎหมายใหม่ด้วย และในขณะนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อยู่ในช่วงของการสรรหา ย่อมมีผลให้การจัดสรรคลื่นความถี่ใหมยังไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องรอ กสทช. ใหม่จัดตั้งแล้วเสร็จ ทำให้การจัดสรรคลื่นความถี่อาจใช้เวลาล่วงเลยไปถึงปี 2556 หรือปี 2557 เพื่อที่จะจัดสรร และสามารถให้บริการได้สำเร็จ จนเกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยอย่างทั่วถึงแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การให้บริการ 3G ไม่จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ใหม่ซึ่งต้องรอการจัดสรรจากองค์กรกำกับดูแลเท่านั้นเสมอไป โดยสองปีที่ผ่านมา ได้มีการให้บริการ 3G โดยใช้คลื่นความถี่เดิมที่เป็นช่วงคลื่นที่สามารถรองรับ และนำมาใช้ให้บริการ 3G ได้ ได้แก่ AIS ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900MHz ในขณะที่ DTAC และ True Move ใช้คลื่นความถี่ย่าน 850 MHz  แต่จากการให้บริการที่ผ่านมานั้นยังเป็นการให้บริการอย่างจำกัดพื้นที่ ทำให้ประโยชน์ไม่ได้เกิดกับประชาชนคนไทยอย่างทั่วถึง เนื่องมาจากข้อตกลงเงื่อนไขทางธุรกิจ และข้อจำกัดทางเทคนิคด้วย ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการวางโครงข่าย เพื่อให้บริการทั้งประเทศได้ นอกเหนือจากนี้ ในช่วงคลื่นความที่ใหม่ที่มีความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ของ  ITU  ซึ่งเป็นองค์กรกำกับ การใช้คลื่นความถี่สากล ได้กำหนดให้ช่วงคลื่นความถี่ย่าน 2,100 MHz  เป็นช่วงคลื่นที่ดีกว่า  และเป็นมาตรฐานสำหรับการให้บริการ 3G ด้วย โดยคลื่นความถี่ดังกล่าวเป็นคลื่นความถี่ใหม่ที่ต้องรอการจัดสรรจากองค์กรกำกับดูแลเท่านั้น เท่ากับว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้แต่อย่างใด

หมายเหตุ: การให้บริการ 3G ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย

จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าการให้บริการ 3G นั้น ไม่จำเป็นต้องรอการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ขององค์กรกำกับดูแล ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานในการจัดตั้งองค์กร จนกระทั่งสามารถใช้สิทธิ หน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ได้ โดยเมื่อในย่านคลื่นความถี่เดิมที่เคยมีการจัดสรรมาก่อนแล้ว และสามารถนำมาใช้ให้บริการ 3G ได้เช่นเดียวกัน จึงเป็นทางออกให้การให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนไม่ต้องรอ ไม่ต้องสะดุดหยุดลง เพียงจากอุปสรรคของข้อกฎหมาย ซึ่งหากต้องรอจนกว่าจะมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้สำเร็จ ย่อมทำให้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนต้องล้าหลัง ไม่ทันกับการพัฒนาของเทคโนโลยี  และล่าช้ากว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันอย่างที่ไม่สามารถตามทันได้ โดยเห็นได้จากสัดส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชากรในประเทศไทยที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ตลอดจนประเทศข้างเคียงหลายประเทศ เช่น ลาว เวียดนาม เป็นต้น มีการให้บริการ 3G แก่ประชาชนล่วงหน้าประเทศไทยไปหลายปีแล้ว

กรณีของ ทรู-กสท.-ฮัทช์ ที่มีการทำสัญญาระหว่างกัน จึงเป็นการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางธุรกิจ และข้อจำกัดทางด้านเทคนิคเพื่อสามารถนำบริการ 3G ให้บริการประชาชนได้ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย กฎเกณฑ์ขององค์กรกำกับดูแลที่มีการกำหนดอยู่แล้ว ด้วยการคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและภาครัฐเป็นหลักด้วย โดยมี กสท. ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตแบบที่สามจาก กทช. และได้รับคลื่นความถี่ในการให้บริการแก่ประชาชนยังเป็นผู้ใช้คลื่นความถี่ในการให้บริการ โดยมีการทำสัญญาขายต่อเพียงความจุภายในโครงข่ายของ กสท. เพื่อให้เอกชนนำไปให้บริการเท่านั้น แม้ผลจะไม่สามารถเทียบเท่าการจัดสรรคลื่นความถี่โดย กสทช ทั้งในด้านทางธุรกิจ และเทคนิค เนื่องจากเป็นการนำช่วงคลื่นความถี่เดิมมาให้บริการ แต่ถือเป็นทางออกที่ประจวบเหมาะสมกับเวลา และเอื้อต่อการให้บริการประชาชนทั้งประเทศ รวมทั้งยังเป็นการต่อยอดบนโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้สามารถให้บริการได้ทันทีอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการดำเนินการเพื่อให้เกิดการให้บริการ 3G อย่างทันการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายอื่น ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้บริการด้วยคลื่นความถี่เดิมเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ประกอบการรายอื่นๆ ก็สามารถดำเนินการเจรจาทางธุรกิจได้ เพื่อไม่เสียเปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งในขณะนี้เอกชนหลายรายก็เร่งดำเนินการเพื่อตกลงให้มีการให้บริการ 3G ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นผลลัพธ์ของการทำสัญญา ทรู- กสท.- ฮัทช์ ก็คือการเร่งให้บริการ 3G  เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง ซึ่งในอนาคตจะมี 3G โดยการให้บริการจากผู้ให้บริการหลายรายอย่างแน่นอน มิใช่เพียงรายใดรายหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้น หน้าที่หลักของภาครัฐจึงต้องส่งเสริมเพื่อให้มีบริการสาธารณูปโภคโดยเฉพาะด้านการสื่อสารที่เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกด้านให้สำเร็จลุล่วง ต้องพิจารณาขจัดอุปสรรคปัญหาของข้อกฎหมายให้การบริการแก่ประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างแท้จริงซึ่งเมื่อการดำเนินการทางด้านธุรกิจที่เป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว ภาครัฐมีหน้าที่ต้องสนับสนุนเพื่อให้การกระจายของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างสะดวก และก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี เป็นธรรมด้วย โดยในปัจจุบันเป็นยุค Globalization ซึ่งประเทศไทยต้องพัฒนาอย่างเร่งรัดเพื่อให้สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นๆ บนเวทีโลกได้ แต่หากประเทศไทยยังไม่ส่งเสริมให้มีการให้บริการ 3G และหากยังไม่แก้ไขปัญหา Digital Divide ย่อมทำให้ประเทศไทยต้องกลายเป็นที่ล้าหลังที่สุด และเสียเปรียบทางการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านี้ ยังเป็นการเสียโอกาส ที่จะแก้ใขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศอีกด้วย

โดย ดร อธิป อัศวานันท์ และ อรดา วงศ์อำไพวิทย์