หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ เตรียมพร้อมเพื่อทศวรรษหน้า

การใช้เครื่องจักรเพื่อทดแทนมนุษย์ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยี ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อน ซึ่งได้นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่มีความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม คือการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจ ที่พึ่งพาแรงงานมนุษย์และสัตว์ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเครื่องจักร ซึ่งเมื่อ 200 ปีก่อน ได้เริ่มต้นขึ้นจากคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำในประเทศอังกฤษ การเปลี่ยนผ่านนี้ ทำให้มนุษย์ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง โดยได้ปรับปรุงจากการบริบทของการให้บริการทางด้านแรงงาน เข้าสู่การให้บริการที่ต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญ

ปัจจุบันกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง เมื่อการใช้งาน “หุ่นยนต์” เพื่อทดแทนมนุษย์ อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แม้แต่ในธุรกิจร้านอาหาร ได้มีความพยายามที่จะทดแทน พนักงานเสิร์ฟ พนักงานครัว และพนักงานทำความสะอาด ด้วยหุ่นยนต์ทั้งหมด โดยมีตัวอย่างของ พาเนร่า เบรด ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดประเภทแซนด์วิช ที่มีเกือบ 2,000 สาขาทั่วสหรัฐ ประกาศแผนการที่จะเริ่มนำหุ่นยนต์มาให้บริการลูกค้าในอีก 3 ปีข้างหน้า
ความแตกต่างระหว่างหุ่นยนต์ และเครื่องจักร คือการที่หุ่นยนต์ สามารถทำการตัดสินใจอย่างอิสระ ภายใต้เงื่อนไขที่มีความสลับซับซ้อน จนคล้ายคลึงกับการตัดสินใจของมนุษย์ผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญ ด้วยการอาศัยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เช่น เครื่องพริ้นเตอร์ เป็นเครื่องจักร แต่มิใช่หุ่นยนต์​ เนื่องจากไม่ได้ตัดสินใจอย่างอิสระ และปฏิบัติการโดยได้รับคำสั่งมาอีกทีหนึ่ง แต่รถยนต์ ที่สามารถขับเคลื่อนเองได้อย่างอัตโนมัติเป็นหุ่นยนต์ เนื่องจากสามารถจำลองการตัดสินใจของมนุษย์ผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญ

แม้กระทั่ง นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้พยากรณ์ว่ามีโอกาส 92% ที่ธุรกิจร้านอาหาร จะใช้งานหุ่นยนต์เพื่อทดแทนมนุษย์ อย่างกว้างขวาง ในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า

การบุกเบิกของ พาเนร่า เบรด เป็นพัฒนาการไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง เมื่อเทียบกับความพยายามของ ชิลิ และ แอปเปิลบี ธุรกิจร้านอาหารชื่อดังของสหรัฐ ที่ทดแทนพนักงานรับออเดอร์ด้วยเครื่องแทบเล็ต เพราะว่า พาเนร่า เบรด กำลังจะอาศัยหุ่นยนต์เพื่อทดแทนมนุษย์ในขั้นตอนอื่นๆ ของธุรกิจร้านอาหารอีกด้วย

การขาดแคลนแรงงาน หรือค่าจ้างแรงงานที่สูงเกินไป เป็นเรื่องปกติในประเทศที่พัฒนาแล้ว การนำเทคโนโลยีมาทดแทนมนุษย์ แม้กระทั่งในธุรกิจร้านอาหาร จึงเป็นคำตอบทางเศรษฐกิจ ของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร แม้การลงทุนในเทคโนโลยี จะมีค่าใช้จ่ายที่สูง และยังต้องอาศัยเวลา เพื่อที่พิสูจน์ความสำเร็จ แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอาจนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการประท้วงเพื่อขอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ในสหรัฐยังได้คาดการณ์ว่า การจ้างงานในธุรกิจร้านอาหาร จะลดลง 5 – 10% ภายในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ จากการที่พนักงานร้านอาหารส่วนหนึ่ง จะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์

การใช้หุ่นยนต์ในธุรกิจร้านอาหาร เป็นบริบทที่ไม่ควรมองข้าม เพราะก่อนหน้านี้ จะมีแต่ข่าวคราวของการใช้หุ่นยนต์ ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระดับสูง เช่น กูเกิล อเมซอน ฯลฯ ที่มีการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นของตัวเอง ทั้งยังมีการเข้าควบรวมกิจการที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ร้านอาหาร เป็นธุรกิจที่มีธรรมเนียมปฏิบัติมานับพันปี และเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จึงย่อมจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจต้องหมายถึง การตกงานของใครบางคน

การเตรียมพร้อมสำหรับทศวรรษหน้า ย่อมต้องหมายถึง การที่มนุษย์ต้องพัฒนาตัวเอง ไปสู่การให้บริการที่ต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ยังไม่สามารถถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ได้

ไม่ต่างกับ พัฒนาการของมนุษย์ ในช่วงของปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ได้ผันตัวจากบริบทของการให้บริการแรงงาน ไปสู่การให้บริการที่ต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญ แต่ในครั้งนี้ เมื่อหุ่นยนต์สามารถอาศัยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้บริการได้คล้ายคลึงกับมนุษย์ผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญ พัฒนาการของมนุษย์ในครั้งนี้ จึงต้องสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก จนเป็นผู้ที่สามารถบังคับบัญชาหุ่นยนต์ได้ แทนที่จะเป็นผู้ที่ถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์

การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ หากประสบความสำเร็จ ย่อมต้องหมายถึง พัฒนาการของระบบเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้เข้าสู่อีกยุคหนึ่ง ที่อุตสาหกรรม ประเทศชาติ หรือทั้งโลก จะได้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ต่างกับ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อน ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อประชากร ได้สูงขึ้นนับ 10 เท่า จากการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ

สำหรับในประเทศไทย อาจยังไม่ได้เห็น หุ่นยนต์ที่ทดแทนมนุษย์ในเร็ววันนี้ เนื่องจากค่าจ้างแรงงานยังต่ำ เมื่อเทียบกับการลงทุนทางด้านหุ่นยนต์ อย่างไรก็ดีย่อมเป็นโอกาสทางเทคโนโลยีและธุรกิจที่สำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับธุรกิจที่ต้องแข่งขันทั้งในและนอกประเทศ

Published in Krungthepturakij on May 27, 2014

drjoke

เกี่ยวกับ ดร.อธิป อัศวานันท์

ดร.อธิป อัศวานันท์ เป็นผู้บริหารของบริษัททรูคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจโทรคมนาคม บรอดคาสติ้ง และ ดิจิตอลคอนเวอร์เจนซ์ ชั้นนำของประเทศ และเป็นกรรมการในองค์กรสาธารณะ ได้แก่ สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และ สภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง ดร.อธิป เป็นรองประธานกิจการไอซีทีหอการไทย และเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเลขาธิการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *