ใบอนุญาต 3G ราคาแพง เป็นการผลักภาระสู่ประชาชน

โดย ดร. อธิป อัศวานันท์, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เพื่อตีพิมพ์ลง หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ 10-13 กรกฎาคม 2553

>> การเข้าถึงบริการของประชาชน

ต้องขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมถึง 80% ของประชากรภายในเวลา 4 ปี ซึ่ง เป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่จะมีโอกาสเข้าถึงข่าวสาร ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ผ่านเทคโนโลยี 3G เนื่องจากในปัจจุบันนี้ มีเพียง 10% ของประชากรในประเทศที่มีโอกาส ได้ใช้ Internet ความเร็วสูง และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านที่ก้าวสู่เทคโนโลยี 3G มาร่วมทศวรรษแล้ว ส่งผลให้ไทย ต้องเสียโอกาสในการพัฒนาทางธุรกิจ การศึกษา และสังคม

เทคโนโลยี 3G กำลังจะเป็นสาธารณูปโภคที่สำคัญของชาติ เช่นเดียวกับถนนหนทาง ที่สามารถเบิกความเจริญไปสู่ท้องที่ ใหม่ และมีโอกาสต่อยอดทางนวัตกรรมอีกมากมาย เพราะเป็นแกนหลักของ Technology Convergence

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยี 3G จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนจริงๆ ก็ต่อเมื่อสามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึง ในเรื่องนี้นักวิชาการชาวต่างชาติ Prof. Craig Warren Smith อดีตศาสตราจารย์ จาก Harvard University Kennedy School of Government ได้กล่าวไว้ว่า เราต้องพิจารณาให้ลึกลงไปว่าแม้การให้บริการ จะขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม 80% ของประชากรในประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีจำนวนประชากร 80% ของประเทศ ที่จะสามารถใช้ประโยชน์จาก 3G ได้อย่างแท้จริง

ซึ่งด้วยลักษณะเทคโนโลยีของ 3G คือ DATA ความเร็วสูง ดังนั้น หากต้องการ เพียงสนทนาระหว่างกันด้วยเสียง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ 3G และเพื่อให้เป็นประ โยชน์ต่อประชาชนทุกระดับราคาค่าบริการ ของ 3G จะต้องไม่สูง เป็นธรรม คุ้มค่า และนำไปสู่บริการ DATA ที่เป็นประโยชน์ให้ประชากรหมู่มาก เนื่องจากหากมีค่าบริการ ที่สูงแล้วย่อมไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ อย่างแท้จริง ผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่างกับกรณีปัจจุบันที่ Internet ความเร็วสูง เข้าถึงประ ชากรเพียง 10%

โดยในประเด็นเรื่องอัตราค่าบริการ 3G ที่จะสูงหรือไม่นั้น ย่อมถูกสะท้อนมาจาก ราคาใบอนุญาต 3G ที่ กทช. จะจัดสรรว่าจะกำหนดให้มีราคาแพงแค่ไหน โดยการที่ กทช. จะกำหนดให้ใช้วิธีการจัดสรรใบอนุญาต ด้วยการประมูล และกำหนดราคาเริ่มต้นที่สูงมากเพื่อให้ผู้เข้าร่วมขอรับใบอนุญาตแข่งขันกัน ในเรื่องราคาใบอนุญาตให้สูงที่สุด ซึ่งในเรื่องนี้มีการถกเถียงกันมาก และมีข้อกังขาว่า กทช. ควรจัดสรรเช่นนี้เพื่อให้รัฐได้รับรายได้สูงสุดในการจัด สรรคลื่นความถี่ 3G โดยไม่คำนึงถึง ผลกระทบที่จะมีต่อค่าบริการหรือไม่

มีนักวิชาการในประเทศกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ได้เข้าใจหลักของเศรษฐศาสตร์ อย่างถ่องแท้ ได้อ้างว่าราคาใบอนุญาตที่ สูงจะไม่ส่งผลต่อค่าบริการให้สูงตามไปด้วย โดยอธิบายว่าราคาใบอนุญาตเป็นเพียงต้นทุนจม (Sunk Cost) หมายถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นในอดีต และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่สามารถนำมาคำนวณรวมกับค่าบริการ ซึ่งหลักการที่นัก วิชาการกลุ่มนี้อธิบายได้กลายเป็นประเด็นชี้เป็นชี้ตาย และนำมาอธิบายสนับสนุนให้ กทช. ประมูล โดยกำหนดราคาเริ่มต้นที่สูง

แต่จากมุมมองของ Dr.Keiji Tachika wa ผู้ซึ่งเป็น President และ CEO ของ NTT Docomo ผู้ประกอบการรายใหญ่ ในญี่ปุ่น ซึ่งได้ผลักดัน 3G จนประสบความ สำเร็จและเป็นโครงสร้างต้นแบบของการจัด สรร 3G ของโลกเลยทีเดียว ได้ยืนยันชัดเจนว่าราคาใบอนุญาตที่สูงจะถูกผลักให้กลายเป็นภาระราคาค่าบริการของประชาชน

>> รูปแบบที่กทช.ใช้ทำให้ค่าบริการแพง

สำหรับประเทศไทยนั้น การที่ กทช. ได้กำหนดให้มีราคาเริ่มต้นของการประมูลที่สูงมากแล้ว ซ้ำร้ายยังได้กำหนดรูปแบบ ของการประมูลด้วยวิธีที่เรียกว่า N-1 หมายถึง ว่า กทช. ประสงค์จะจัดสรรใบอนุญาตจำนวน 3 ใบ โดยจะจัดสรรครบ 3 ใบได้ต่อเมื่อมีผู้ผ่าน คุณสมบัติจำนวนมากกว่าใบอนุญาตขึ้นไปเท่านั้น หากมีผู้ผ่านคุณสมบัติจำนวน 3 ราย เท่ากับใบอนุญาต จะจัดสรรให้เพียง 2 ใบ และเก็บอีกใบหนึ่งไว้รอการจัดสรรต่อไป ซึ่งด้วยวิธีการดังกล่าวที่ กทช. ได้คิดค้นขึ้น

มีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้นที่ใช้วิธีนี้ จะส่งผลให้เหลือผู้ประกอบการ ในตลาดเพียง 2 หรือ 1 ราย เท่านั้น และอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยก็จะเข้าสู่รูปแบบของการผูกขาดอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง (Duopoly และ Monopoly) และเมื่อราคา ใบอนุญาตที่ได้มามีราคาสูงก็จะมีผลต่อราคา ค่าบริการในอัตราที่สูงสุดด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่า ถ้ามีต้นทุนราคาใบอนุญาตที่ แพงลิบ ก็จะทำให้อัตราค่าบริการแพงลิบ เช่นกัน

ส่วนกรณีของผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้สัมปทานเป็นระบบ 2G ซึ่งก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไปจนครบกำหนดอายุสัมปทาน ก็ยังต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตาม สัญญาตามกำหนดดังเดิม ไม่ได้เกี่ยวกับกับใบอนุญาต 3G แต่อย่างใด แต่ซ้ำร้ายเมื่อผู้ประกอบการหากประมูลใบอนุญาต 3G ไปได้ในราคาที่สูงลิบแล้วตามหลักวิชาการที่ได้กล่าวมาทั้งหมด จะเป็นการยืนยันได้ว่าภาระนี้ก็ต้องตกสู่ประชาชนโดยตรง จึงเสมือน เป็นการชี้แจงว่าประชาชนต้องรับภาระเพื่อ รักษาไว้ซึ่งรายได้ของรัฐที่มาจากสัมปทาน

เวลานี้ปริมาณรายได้ ที่ กทช. ได้คะเน ว่าจะเข้ารัฐจากใบอนุญาต 3G เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของ GDP และหารด้วยระยะเวลาใบอนุญาต ประเทศไทยถือว่ารัฐมีรายได้สูงสุดแล้วเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย ซึ่งหมายความว่า ประชาชนคนไทยต้องแบกรับภาระจากราคาใบอนุญาต โดยเสียสละให้กับรัฐสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียทั้งหมด แต่ภาครัฐของไทย จะสามารถนำรายได้นี้ไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าชาติอื่นในเอเชียหรือ

อย่างที่ได้กล่าวไว้ขั้นต้น กทช. กำลังจะเป็นวีรบุรุษของชาติ ประเทศไทยเสียโอกาสในเรื่อง 3G มานานแล้ว แต่การจัดสรรต้องทำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการสากลอย่างแท้จริงจึงจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างแท้จริง สำคัญที่สุดราคาค่าบริการต้องเหมาะสมถึงจะเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ ตามหลักวิชาการแล้ว ราคาใบอนุญาตควรถูกที่สุด เพื่อไม่เกิดผลกระทบกับผู้บริโภค กทช. ควรมอง ในแง่มุมของการนำ 3G ไปใช้ ให้เกิดประ โยชน์ทางธุรกิจ การศึกษา และการพัฒนา สังคมให้มากที่สุด แทนที่จะคำนึงถึงรายได้ เข้ารัฐ เพราะภาระที่แท้จริงย่อมตกสู่ประ ชาชนในที่สุด

Jul 15, 2010Blogs, featured, news