Apple Touch ID: รักษาความลับด้วยปลายนิ้ว

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ของ Apple ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Apple ได้นำเสนอ iPhone มากกว่าหนึ่งรุ่นในปีเดียวกัน

กล่าวคือ iPhone 5s ที่เป็นรุ่นไฮเอนด์ และ iPhone 5c ที่มีรูปลักษณ์เป็นพลาสติกและมีทางเลือกเป็นสีสันต่างๆ ในการเปิดตัวครั้งนี้ Apple ยังได้นำเสนอ iOS 7 ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่ Apple ได้ปรับเปลี่ยนรูปโฉมของ iOS มาเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย โดยแตกต่างจากธีมที่เน้นลูกเล่นของแสงและเงา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์จากยุคแรกเริ่มของ iPhone นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอฟอนต์สุขุมวิทให้เป็นมาตรฐานใหม่ของตัวหนังสือภาษาไทยบน iOS ซึ่งเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่มีการพัฒนาประสบการณ์โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานคนไทย

ความน่าตื่นตาตื่นใจทางการตลาดในครั้งนี้ ยังได้แอบแฝงไปด้วยพัฒนาการครั้งยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยี กล่าวคือ การผลักดันการตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือ ที่เรียกว่า Apple Touch ID ไปพร้อมกับ iPhone 5s ทุกเครื่อง ทั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Apple ในการผลักดันเทคโนโลยี เพื่อรักษาความลับ และปกป้องสิทธิในความเป็นส่วนตัว ของผู้ใช้งาน iPhone เพราะว่านับจากการเปิดตัว iPhone เมื่อหกปีที่ผ่านมา Smartphone ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์ที่เข้าถึงความลับและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานมากที่สุด อยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังสามารถเป็นเครื่องมือของอาชญากร ในการปลอมแปลงหลักฐาน โดยสามารถเกิดความเสียหายทางการเงิน และความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา

ยกตัวอย่างเช่น อาชญากร อาจสามารถใช้ Smartphone ของผู้ใช้งาน ในการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือส่งข้อความที่ผิดกฎหมาย จนผู้ใช้ ถูกดำเนินคดี และต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

ที่ผ่านมา การเข้ารหัส ที่เรียกว่า Passcode ได้กลายเป็นมาตรฐาน ของการปกป้องความลับและความเป็นส่วนตัว ของผู้ใช้งาน Smartphone การนำเสนอ Apple Touch ID เป็นการเพิ่มความเข้มข้น และสะดวกสบาย ของการปกป้องความลับและความเป็นส่วนตัว ข้อได้เปรียบของ การตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือ คือความสะดวกสบาย ที่ไม่ต้องใส่รหัสทุกครั้ง เมื่อที่จะใช้งาน iPhone และการที่ลายพิมพ์นิ้วมือสามารถถูกลอกเลียนแบบได้ยากกว่าการแอบมองในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังใส่รหัส

จริงอยู่ การตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับธุรกิจเทคโนโลยี ThinkPad ได้ใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือมาอย่างน้อยสี่ปีแล้ว แต่ที่เป็นเรื่องใหม่ คือการนำการตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือมาใช้กับ Smartphone โดยเฉพาะอย่างยิ่ง iPhone ที่มียอดจำหน่ายเป็นจำนวนมาก และเป็นอุปกรณ์ที่ติดตัวอยู่กับผู้ใช้ตลอดเวลา

ยังมีเรื่องขบขัน ที่เกี่ยวข้องกับ Apple Touch ID โดยเกิดจากความเชื่อและตื่นตระหนกที่ว่า เมื่อจะมีการขโมย iPhone 5s ด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม อาชญากรอาจมีความจำเป็นที่จะต้องตัดนิ้วของผู้ใช้งานไปด้วย เพื่อที่จะปลดล็อก iPhone 5s ดังที่อาจเคยเห็น ในภาพยนตร์สายลับของฮอลลีวูด ที่จะต้องตัดนิ้วมือของใครบางคน เพื่อที่จะผ่านเครื่องตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือ อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายได้ออกมายืนยันว่า Apple Touch ID เป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้กับนิ้วที่มีชีวิตเท่านั้น ผู้ที่ใช้งาน iPhone 5s จึงมิต้องหวาดกลัวว่า จะถูกตัดนิ้วมือ เว้นแต่จะเป็นการตัดโดยอาชญากรที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยีเท่านั้น

ความเสี่ยงที่แท้จริง สำหรับ Apple Touch ID คือการที่ผู้ใช้งานอาจถูกบังคับให้ใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับเครื่องตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือ ในขณะที่รู้ตัวอยู่ หรือในขณะที่ไม่รู้ตัว เช่นในเวลาที่หลับหรือหมดสติอยู่ แต่ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องมีชีวิตอยู่ แต่ถึงกระนั้น สำหรับทั้งสองกรณี การถูกบังคับให้เปิดเผย Passcode อาจเป็นการยากยิ่งกว่าการบังคับให้ใช้ปลายนิ้วสัมผัส

ทั้งนี้ Apple ยังมิได้ไว้วางใจ ให้ Apple Touch ID สามารถทดแทน Passcode ได้โดยบริบูรณ์ ในปัจจุบัน Apple Touch ID จะต้องใช้ควบคู่กับ Passcode เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปิดเครื่องและเปิดใหม่ หรือเมื่อไม่ได้ใช้งานเครื่องเกินกว่า 48 ชั่วโมง iPhone 5s จะบังคับให้ใช้ Passcode ในการปลดล็อกเครื่อง

อย่างไรก็ดี ได้มีการตระหนัก ถึงข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ใช้งาน iPhone 5s ที่อาจถูกส่งกลับไปยัง Apple ในระบบเช่น iCloud ซึ่งจะส่งผลให้ Apple ได้มีฐานข้อมูลของลายพิมพ์นิ้วมือ ที่ใหญ่ที่สุด ของผู้ใช้งาน iPhone จากทุกมุมโลก ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลที่ใหญ่กว่าของรัฐบาลหรือหน่วยสืบราชการลับใดๆ ทั้งนี้ ได้มีการชี้แจงว่า iPhone 5s จะไม่มีการส่งลายพิมพ์นิ้วมือกลับไปยัง Apple และข้อมูลของลายพิมพ์นิ้วมือจะถูกเก็บอยู่ในหน่วยความจำพิเศษบนชิป A7 ของเครื่อง iPhone ที่แฮกเกอร์จะไม่สามารถเจาะข้อมูลออกมาได้

ปัจจุบัน การเข้ารหัส เป็นการยืนยันตัวบุคคลที่แพร่หลายที่สุด ต่อมา ได้มีการใช้รหัสผ่านทางครั้งเดียว หรือ One Time Password เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัย โดยเฉพาะในการทำธุรกรรมทางการเงิน ยกตัวอย่างเช่น การส่ง One Time Password มาทาง SMS ในอนาคตอันใกล้ หากการตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือเป็นที่แพร่หลาย เช่น ใน Smartphone เกือบทุกเครื่อง ซึ่งต้องรวมถึงระบบ Android ด้วย การตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วอาจถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรม และอาจเพิ่มการยอมรับในการทำธุรกรรมทางการเงิน ฯลฯ ผ่านอินเทอร์เน็ต

ถึงแม้ว่าการตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การผลักดัน Apple Touch ID ของ Apple ด้วย iPhone 5s อาจเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงอีกหลายประการ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการให้ความสำคัญกับการรักษาความลับ และปกป้องสิทธิในความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน Smartphone เพราะว่าในปัจจุบัน Smartphone ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์ที่เข้าถึงความลับและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานมากที่สุด

Published in Krungthepturakij on October 1, 2013

drjoke

เกี่ยวกับ ดร.อธิป อัศวานันท์

ดร.อธิป อัศวานันท์ เป็นผู้บริหารของบริษัททรูคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจโทรคมนาคม บรอดคาสติ้ง และ ดิจิตอลคอนเวอร์เจนซ์ ชั้นนำของประเทศ และเป็นกรรมการในองค์กรสาธารณะ ได้แก่ สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และ สภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง ดร.อธิป เป็นรองประธานกิจการไอซีทีหอการไทย และเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเลขาธิการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *