โดย ดร. อธิป อัศวานันท์, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
เพื่อตีพิมพ์ลง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 1 มิถุนายน 2553
จริงอยู่ที่ Traditional Media เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และ นิตยสาร เป็นอุตสาหกรรมตะวันตกดิน ในแนวโน้มของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ อังกฤษ ฯลฯ เราจึงได้เห็นสงครามข้ามยุคระหว่างสื่อสารมวลชนหรือผู้ปกป้องแห่งอดีต กับ Digital Media หรือผู้รุกรานแห่งอนาคต ทั้งนี้ไม่ต่างกับอุตสาหกรรมรถม้า และ อุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อปลายศตวรรษที่ 19
วันนี้ เป็นการประวิงเวลา จนกว่าอนาคตจะมาถึง และได้ลืมอดีตอย่างบริบูรณ์ เช่นเดียวกับหลายอุตสาหกรรมจากสหัสวรรษที่แล้ว ที่ล้วนพินาศลง โดยเป็นผลกระทบจาก Disruptive Technology เช่น Internet และ Social Media
อย่างไรก็ดี Traditional Media ยังเหลือปราการด่านสุดท้ายที่ Digital ขาด นั้นคือฐานลูกค้า และขนาดของธุรกิจ
ปัจจุบันมีผู้ใช้ Internet 1.8 พันล้านคน ในขณะที่มีผู้ใช้โทรทัศน์กว่า 4 พันล้านคนทั่วโลก ความแตกต่างนี้ยิ่งชัดเจนสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีการพัฒนาแบบเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน และ ประเทศที่ GDP ใกล้เคียงกัน จากประชากรเกือบ 100% ที่เป็นผู้ใช้โทรทัศน์ เพียง 25% เป็นผู้ใช้ Internet โดยมีแนวโน้มสำคัญที่ประเทศไทยจะล้าหลังเพื่อนบ้านและชาวโลกต่อไปอีก
จากธุรกิจโฆษณา มูลค่า 1 แสนล้านในประเทศไทย กว่า 5 หมื่นล้านเป็นการโฆษณาบนโทรทัศน์ เพียงแค่ 1 พันล้านเท่านั้นที่เป็นการโฆษณาบน Internet
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Google จะใช้ Google TV เพื่อเข้าถึงผู้ใช้อีกกว่า 2 พันล้านคน และได้ส่วนแบ่งจากรายได้อันมหาศาลของการโฆษณาบนโทรทัศน์ เพราะ Google มีรายได้หลักจากโฆษณาอยู่แล้ว ความแตกต่างที่สำคัญของ Google TV จากนวัตกรรมคล้ายโทรทัศน์ เช่น YouTube คือ YouTube มีเพียง Format ที่คล้ายโทรทัศน์เท่านั้น แต่ Google TV เข้าแย่ง Channel เดียวกันกับโทรทัศน์เลย
ถึงจะอย่างไร ธุรกิจโฆษณาบน Internet ของประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนมีรายได้ที่ทัดเทียมโฆษณาบนโทรทัศน์ หรือกระทั่งแซงไปแล้วเช่นประเทศอังกฤษ โอกาสทางธุรกิจที่มี Potential มากที่สุดของ Google TV คือประเทศกำลังพัฒนาที่มี GDP และขนาดธุรกิจโฆษณาพอสมควร แต่มีความล้าหลังในการเข้าถึง Internet สำหรับประเทศไทยแล้ว Google TV มีโอกาสทางการตลาดได้ถึง 75% ของประชากร คือกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึง Internet เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านที่ GDP ใกล้เคียงกันเช่นมาเลเซีย มีการเข้าถึง Internet ถึง 65% จึงเหลือตลาดอีกไม่มากสำหรับ Google TV
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกผู้ประกอบการจากโลก Digital พยายามเข้าชิง Channel ของโทรทัศน์ ก่อนหน้านี้ Apple TV, Yahoo! TV Widgets, MSN TV, AOL TV ฯลฯ ล้วนเคยเป็นผู้ท้าชิงมาแล้ว นวัตกรรมเช่น Google TV จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เป็นครั้งแรกที่มีความพยายามโดยสื่อ Digital ยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้หลักจากโฆษณาชนิดที่ Traditional Media ยังสะเทือน อย่างไรก็ดี ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Google พยายามชิงพื้นที่ใน Traditional Media ก่อนหน้านี้ Google Print Ads เคยพยายามขายโฆษณาบน วิทยุ หนังสือพิมพ์ และ นิตยสาร มาแล้ว
การทำสงครามแย่ง Channel ของ Traditional Media โดยผู้ประกอบการจากโลก Digital นั้นอาจยังไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคปัจจุบัน แต่ด้วยแนวโน้มสากล ชัยชนะอาจเป็นเพียงเงื่อนไขของเวลาเท่านั้น