Netflix: อนาคตของ Premium Content บนโลกออนไลน์

ในวันนี้ ความเชื่อที่ว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องการบริโภคเฉพาะของฟรีเท่านั้น อาจเหลือความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว อย่างไรก็ดี ความเชื่อที่ว่านี้ ได้ถูกสะท้อนมาจากโมเดลทางธุรกิจ ที่มีอยู่แพร่หลายในปัจจุบันของโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นการให้บริการเนื้อหา อย่างไม่เก็บค่าบริการ แต่แสวงหารายได้จากการโฆษณา จวบจนปัจจุบัน บริการในโลกออนไลน์ ที่มีการใช้งานสูงสุด เช่น Google, YouTube, Facebook ฯลฯ ล้วนมีโมเดลทางธุรกิจในรูปแบบนี้ทั้งสิ้น ซึ่งมีรากฐานมาจากยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่ยุคของ ดอทคอม ธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ จึงมีรูปแบบที่คล้ายสื่อ โดยมีความแตกต่างจากสื่อดั้งเดิม ด้วยความเป็นดิจิตอล อินเทอร์แอคทีฟ หรือโซเชียลมีเดีย แต่ยังมีรายได้หลักจากการโฆษณาที่แลกกับการให้บริการเนื้อหาที่ไม่เก็บค่าบริการ

User-Generated Content เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่สนับสนุนโมเดลทางธุรกิจดังกล่าว เนื้อหาส่วนใหญ่ ของบริการออนไลน์ เช่น Google, YouTube, Facebook ฯลฯ ล้วนเป็น User-Generated Content ผู้ให้บริการจึงไม่มีต้นทุนในการผลิต เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ กลับถูกสร้างและนำเสนอโดยผู้ใช้งาน ผู้ให้บริการ Google, YouTube, Facebook ฯลฯ มีหน้าที่เพียงการให้บริการเทคโนโลยีสำหรับเผยแพร่เนื้อหาเท่านั้น หากนึกย้อนกลับไปสู่ยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต เนื้อหาที่มีการแลกเปลี่ยนสูงสุดคือ เพลงและวีดีโอที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบของ MP3 ฯลฯ ซึ่งเป็น Premium Content แต่เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างผิดกฎหมาย ปัจจุบัน พัฒนาการของเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ Smart Phone และโซเชียลมีเดีย เอื้อต่อการสร้างและเผยแพร่ User-Generated Content จึงทำให้ User-Generated Content เป็นเนื้อหาที่มีความนิยม และมาทดแทน Premium Content จากยุคก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ในตลาดที่พัฒนาแล้ว มีธุรกิจที่ให้บริการ Premium Content ในรูปแบบใหม่ โดยมีโมเดลทางธุรกิจที่เก็บค่าบริการจากผู้ใช้ เช่น NetFlix, Hulu, iTunes Store, Amazon Instant Video ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ประสบความเร็จ โดยให้บริการ Premium Content ในรูปแบบของ เพลงและวีดีโอ ที่มีลิขสิทธิ์และมีต้นทุนในการผลิตสูง ถึงแม้ว่าในประเทศไทย รูปแบบของ User-Generated Content และโมเดลทางธุรกิจที่ไม่เก็บค่าบริการจะได้รับความนิยม และรูปแบบของ Premium Content ที่เก็บค่าบริการยังไม่มีความเด่นชัด แต่ในตลาดที่พัฒนาแล้วเช่นสหรัฐหรือยุโรป ธุรกิจของ Premium Content มีความโดดเด่นที่ไม่แพ้ของฟรีเลย

ถึงแม้ว่า iTunes Store จะเป็นตัวอย่างที่ได้รับการกล่าวขานสูงสุดในธุรกิจเพลง โดย Apple เป็นผู้บุกเบิกจนเกิดธุรกิจ Premium Content ที่ผู้ใช้ยอมจ่ายเงิน เพื่อซื้อเพลงที่มีลิขสิทธิ์อย่างถูกกฎหมาย จนเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของการขายเพลงผ่าน CD ในสหรัฐ แต่ในปัจจุบัน NetFlix กลับเป็นตัวอย่างที่ได้รับความสนใจสูงสุด โดย NetFlix คือผู้บุกเบิกการให้บริการวีดีโอที่มีลิขสิทธิ์ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้ต้องเสียค่าบริการรายเดือน ความแตกต่างระหว่าง NetFlix กับ โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) ในรูปแบบของเคเบิลและดาวเทียมนั้น คือผู้ใช้จะสามารถเลือกชมรายการอย่าง On Demand และสามารถใช้บริการได้จากทุกที่ทุกเวลา ที่มีอุปกรณ์ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เช่น Smart TV, กล่อง Set Top Box, Smart Phone, Tablet, คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยที่ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นเท่านั้น หรือเลือกชมรายการตามเวลาที่ช่องสถานีกำหนดมาเท่านั้น

สำหรับผู้ที่คิดภาพไม่ออก บริการของ NetFlix ไม่ต่างกับ YouTube เพียงแต่เป็นการให้บริการ Premium Content ที่ต้องเสียค่าบริการเท่านั้น

ในสหรัฐ NetFlix คิดค่าบริการ ที่ $7.95 ต่อเดือน ปัจจุบันผู้ใช้สามารถเลือกชมวีดีโอ เป็นหนัง 9,153 เรื่อง และละครโทรทัศน์ 4,989 ตอน โดยล่าสุดมีผู้ใช้งานที่จ่ายค่าบริการ 29.2 ล้านครัวเรือน ซึ่งสูงกว่าผู้ใช้งาน HBO ที่เป็นสมาชิกผ่าน Pay TV ที่มีอยู่ 28.7 ล้านครัวเรือน และยังสูงกว่าผู้ใช้งาน Comcast ผู้ให้บริการ Pay TV อันดับหนึ่งของสหรัฐ ที่มีอยู่ 22 ล้านครัวเรือน NetFlix มีการเข้าชมต่อครัวเรือนที่ 87 นาทีต่อวัน ซึึ่งเปรียบเป็นช่องโทรทัศน์ที่มีการชมสูงสุดในสหรัฐ นอกจากนี้ การใช้งาน NetFlix ในสหรัฐ ยังรวมเป็นปริมาณ Traffic 33% ของอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ เมื่อเทียบกับ YouTube ที่รวมปริมาณ Traffic เป็น 14.8% ของอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ

อย่างไรก็ดี เรื่องราวของ NetFlix เป็นความสำเร็จเฉพาะในตลาดที่พัฒนาแล้วเช่นสหรัฐ หากเปรียบกับทั้งโลก HBO และผู้ให้บริการ Pay TV ต่างๆ ยังคงมีจำนวนสมาชิกที่สูงกว่า NetFlix มาก จึงยังคงเป็นโอกาส สำหรับธุรกิจท้องถิ่น ในตลาดอื่นๆ ที่จะริเริ่มการให้บริการในรูปแบบเดียวกับ NetFlix

สำหรับประเทศไทยนั้น กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ในอีกไม่นาน อาจมีความพร้อมทางเทคโนโลยีและทางการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และอุปกรณ์ในการเข้าถึง ที่จะเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับการพัฒนาธุรกิจ Premium Content ก็เป็นได้ ซึ่งจะเปิดมิติใหม่สำหรับโมเดลทางธุรกิจของโลกออนไลน์ในประเทศไทย และยังอาจช่วยแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อผู้ใช้มีทางเลือกที่ถูกกฎหมายในการเข้าถึง Premium Content ที่มีคุณภาพ อย่างสะดวกสบาย ทุกที่ทุกเวลา อย่างไรก็ดี ความต้องการของผู้ใช้งานย่อมมีความสำคัญ เพราะถึงแม้จะเป็น On Demand และสามารถใช้บริการได้จากทุกที่ทุกเวลา เนื้อหาที่ให้บริการ ต้องมีคุณภาพเพียงพอที่ผู้ใช้จะยอมเสียค่าบริการรายเดือน เมื่อเทียบกับช่องทางอื่น ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย ที่ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงเนื้อหาเหล่านี้ได้

Published in Krungthepturakij on April 30, 2013

drjoke

เกี่ยวกับ ดร.อธิป อัศวานันท์

ดร.อธิป อัศวานันท์ เป็นผู้บริหารของบริษัททรูคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจโทรคมนาคม บรอดคาสติ้ง และ ดิจิตอลคอนเวอร์เจนซ์ ชั้นนำของประเทศ และเป็นกรรมการในองค์กรสาธารณะ ได้แก่ สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และ สภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง ดร.อธิป เป็นรองประธานกิจการไอซีทีหอการไทย และเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเลขาธิการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *