iAd vs. AdMob แบ่งเค้กโฆษณาในยุค 3G

Smartphones และ Tablet PCs กำลังจะมาเป็นช่องทางสำคัญ ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในยุคของ 3G และ 4G ที่จะตามมา มีการคาดคะเนว่า Smartphones จะมาเป็น 54% ของมือถือทั้งหมดในเอเซีย ภายใน 2015 ซึ่งหมายความว่า กว่าครึ่งหนึ่งของประชาการไทย จะมี Smartphones อยู่ในมือตลอดเวลา หนึ่งปีที่ผ่านมา Apple และ Google ได้ห้ำหั่น ช่วงชิง เพื่อ แบ่งเค้ก ตลาดโฆษณา ทั้งบน Smartphones และ Tablet PCs ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง จนเปรียบเทียบเป็น Revolution vs. Evolution ของทั้งสองยักษ์ใหญ่ AdMob ของ Google เป็นการต่อยอด (Evolution) ของธุรกิจโฆษณาออนไลน์ ในรูปแบบที่ไม่ต่างกับ Adsense แต่เพิ่มช่องทางไปสู่ Smartphones และ Tablet PCs โดยประยุกต์ใช้สมรรถภาพ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการแสดงผล

iAd ของ Apple เป็นการปฎิวัติใหม่ (Revolution) โดยพยายามดึงรูปแบบโฆษณาโทรทัศน์ มาอยู่บน Smartphones และ Tablet PCs ทั้งนี้ ในรูปแบบของเทคโนโลยี อาจไม่ต่างกับ AdMob มากนัก เว้นแต่ที่ iAd ใช้ได้เฉพาะกับ iPhones และ iPads ในขณะที่ AdMob ใช้ไดักับ Smartphones และ Tablet PCs เกือบทุกระบบ แต่รูปแบบของการซื้อขายของ iAd ล้วนถอดแบบและขนาดมาจากโฆษณาโทรทัศน์ทั้งสิ้น

ในขณะที่โฆษณาบน AdMob อาจเริ่มต้นด้วย Budget ที่ต่ำเพียง 1 ดอลล่าร์ แต่โฆษณาบน iAd เริ่มต้นที่ 1 ล้านดอลล่าร์ โดยเป็นการปิดดีลแรกเริ่ม ด้วย Steve Jobs เอง กับ CEO ของบริษัทชั้นนำ ที่มี Brand Value ซึ่งคู่ควรต่อการใช้ iAd การตั้งมาตรฐานที่สูง มีผลสำคัญสองประการ 1) เป็นการตอบสนองเจตจำนงของ Steve Jobs ให้ iAd เป็นประสบการของ Brand ที่ต้องผ่านการตัดสินใจ และทุ่มเท โดยผู้บริหารระดับสูง และ 2) มีความโดดเด่น จนแย่งชิง Budget จากโฆษณาโทรทัศน์ แทนที่จะเป็น Budget ของโฆษณาออนไลน์ ซึ่งเป็นการเดิมพันที่สำคัญ เพราะในประเทศส่วนใหญ่ โฆษณาโทรทัศน์ยังคงเป็นตลาดโฆษณา ที่ส่วนแบ่งสูงสุด แม้กระทั่งในประเทศไทย ซึ่งโฆษณาเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท และโฆษณาโทรทัศน์มีส่วนแบ่งกว่าครึ่งหนึ่ง ของโฆษณาทั้งหมด ในขณะที่โฆษณาออนไลน์มีส่วนแบ่งไม่ถึง 1%

ถึงแม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว โฆษณาออนไลน์ ได้มีพัฒนาการ จนเทียบเท่าหรือมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงกว่าโฆษณาโทรทัศน์ ดังเช่นอังกฤษ ซึ่งโฆษณาออนไลน์มีส่วนแบ่ง 24% ขณะที่โฆษณาโทรทัศน์มีส่วนแบ่ง 22% จากตลาดโฆษณาทั้งหมด แต่นั่นเป็นกรณีพิเศษ ที่แตกต่างจากความเป็นไปในตลาดส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ของ AdMob แม้จะเป็น Evolutionary เมื่อเทียบกับโฆษณาออนไลน์ แต่อย่าลืมว่าระบบของ Adsense ได้เป็น Revolutionary ที่ประสบความสำเร็จในการแย่งชิงส่วนแบ่งจากโฆษณาบนสื่อพื้นฐาน รายได้จากโฆษณาด้วย Budget ที่ต่ำเพียง 1 ดอลล่าร์ กลับทำให้ Google มีรายได้กว่า 30,000 ล้านดอลล่าร์ ต่อปี ซึ่งสูงกว่าบริษัทที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากโฆษณาโทรทัศน์ทั้งปวง ในทางกลับกัน Revolutionary ของ Apple ในครานี้ อาจเป็นการย้อนกลับสู่ระบบเดิมของโฆษณาบนสื่อพื่นฐาน ที่กำลังล้มเหลวอยู่ก็ได้

นอกไปจากนี้ ถึงภาพจะไม่ปรากฎในประเทศไทย Apple กำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับ Android ของ Google โดย iPhone มีส่วนแบ่งที่ 15.7% ขณะที่ Android มีส่วนแบ่งที่ 22.7% ซึ่งหมายความว่า จำนวน Smartphones และ Tablet PCs ที่ใช้งานกับ AdMob ได้ มีจำนวนมากกว่า และความแตกต่างจะชัดเจนขึ้นในหลายเดือนข้างหน้า

ระหว่าง iAd และ AdMob ใครจะเป็นผู้ชนะยังไม่ชัดเจนในเวลานี้ ท้ายที่สุดแล้ว อาจเป็นการแบ่งตลาดโดยสิ้นเชิง ด้วยรูปแบบของการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน แต่ที่สำคัญ เป็นการสะท้อนถึงปรัชญาการทำธุรกิจที่แตกต่าง ของทั้งสองยักษ์ใหญ่ โดย Apple เน้นการสร้าง Brand Value เป็นหลัก และมักเปิดตัวด้วยภาพของความยิ่งใหญ่ที่ครบวงจรในตัวเอง กล่าวคือ ทั้ง iAd, iPhone แล iPad ล้วนเป็น ระบบปิด ที่บริหารโดย Apple ทั้งสิ้น แต่ Google เน้นการสร้าง Ecology ในระบบเปิด มีโอกาสให้ผู้เล่นจาก Brand อื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม และจะเน้นการตลาดในเชิง Mass มากกว่า โดย Barrier ของการเข้าถึงจะต่ำกว่า

สำหรับประเทศไทยแล้ว ในขณะที่โฆษณาออนไลน์ยังไม่มีพัฒนาการ โฆษณาบน Smartphones และ Tablet PCs อาจมีแนวโน้ม ที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และแซงหน้าอย่างที่ไม่ต้องคอย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่หน้าจับตามอง ในแนวโน้มของเทคโนโลยีของการสื่อสาร ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

Published in Krungthepturakij on February 22, 2011